เคาะ ‘ภาษีที่ดิน2567’เก็บอัตราเดิม ดับฝันธุรกิจ อ้อน ‘เศรษฐา’ ลด50%

หลังลุ้นกันตัวโก่งว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปี 2567 จะไปในทิศทางไหน ล่าสุดกระทรวงมหาดไทยได้ออกแนวทางซักซ้อมการจัดเก็บให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำไปปฏิบัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยกำหนดอัตราที่จะจัดเก็บให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกากำหนดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปี 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่ปีภาษี 2565 ได้แก่ ที่ดินเกษตรกรรมจัดเก็บ 0.01-0.1% ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยจัดเก็บ 0.02-0.1% ที่ดินอื่นๆ เช่น การพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม จัดเก็บ 0.3-0.7% และที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์จัดเก็บ 0.3-0.7% พร้อมขยายเวลาการจัดเก็บออกไปอีก 2 เดือน จากเดิมกำหนดชำระภายในเดือนเมษายนเป็นเดือนมิถุนายน 2567 แต่ยังไม่มีสัญญาณจาก “รัฐบาลเศรษฐา” สุดท้ายจะลดหย่อนอัตราจัดเก็บให้เหมือนปีที่ผ่านมาหรือไม่

•อสังหาฯชี้ศก.ไม่ฟื้นยื่น‘เศรษฐา’ลด 50%
ท่ามกลางความไม่ชัด มีการเคลื่อนไหวจาก 7 องค์กรด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ตบเท้าเข้าพบ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา โดยยื่นข้อเสนอ 8 ประเด็น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

หนึ่งในนั้น เป็นประเด็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยขอให้รัฐบาลพิจารณาส่วนลดให้เป็นระยะเวลา 1 ปี ในอัตรา 50% ในปี 2567 เนื่องจากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว รวมถึงขอให้แก้ไขอัตราที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ระหว่างการพัฒนาหรือสร้างเสร็จของโครงการที่ยังไม่ได้ขาย และการบริการสาธารณะในโครงการจัดสรร เช่น สโมสร สระว่ายน้ำ คลับเฮาส์ จากกำหนดให้เป็นประเภทอื่นๆ เป็นประเภทที่อยู่อาศัย

Advertisement

สำหรับภาคเกษตรกรรมซึ่งอยู่ในพื้นที่ใกล้เขตเมือง หรือบริเวณซึ่งราคาประเมินที่ดินสูง แต่ยังคงประกอบการเกษตรกรรม ขอให้พิจารณาหลักเกณฑ์กำหนดเพดานการชำระภาษี หรือกำหนดอัตราภาษีต่อไร่ สูงสุดไม่เกินเท่าใด สำหรับกรณีที่เป็นมรดกตกทอดมา หรือซื้อมาเพื่อทำเกษตรก่อนมี พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อให้เกษตรกรสามารถรับภาระภาษีได้ และไม่เป็นแรงกดดันที่จะต้องขายที่ดินออกไป ทั้งยังปรับสภาพแวดล้อมที่ดินในเขตเมือง แต่หากมีการเปลี่ยนมือไป ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ผู้ซื้อที่ดินใหม่ จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบภาษีในอัตราปกติ

•แสนสิริ-แลนด์ฯ โอดเพิ่มภาระ
“อุทัย อุทัยแสงสุข” ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เห็นด้วยกับที่สมาคมอสังหาริมทรัพย์ยื่นขอให้รัฐบาลพิจารณาลดอัตราจัดเก็บภาษีที่ดินฯปี 2567 เหลือ 50% และให้สินค้าค้างสต๊อกเสียในอัตราที่อยู่อาศัย จากเดิมเก็บอัตราประเภทอื่นๆ หรือเก็บในอัตราที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบภาระงบประมาณของรัฐมาก ยังช่วยลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการเพราะขณะนี้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นและหากภาระด้านภาษีเพิ่ม สุดท้ายจะส่งผ่านไปยังการขึ้นราคาบ้าน ปัจจุบันแสนสิริมีแลนด์แบงก์ในมืออยู่พอสมควร ที่สามารถพัฒนาโครงการได้ 2-3 ปี

“นพร สุนทรจิตต์เจริญ” ประธานคณะกรรมการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ บริษัทมีแลนด์แบงก์ในมือคิดเป็นมูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาท และในปี 2567 ยังเตรียมงบ 5,000 ล้านบาท ซื้อที่ดินเพิ่ม และยังมีสต๊อกบ้านและคอนโดมิเนียมอยู่ ซึ่งทำให้มีภาษีที่ดินฯเพิ่มขึ้นพอสมควร ในส่วนของแลนด์แบงก์มีการบริหารจัดการ ขณะที่สต๊อกเมื่อขออนุญาตจัดสรรโครงการแล้ว ใน 3 ปีแรกจะได้ยกเว้น แต่เมื่อขึ้นปีที่ 4 ต้องเสียในส่วนที่ยังเหลือ อย่างไรก็ตาม ขอให้รัฐพิจารณาตามความเหมาะสม และภาคเอกชนเองต้องหาวิธีการช่วยบริหารจัดการเองด้วย

•เอสเอ็มอีเปิดผลกระทบ 5 ด้าน
จากภาคอสังหาฯ ฟังเสียงสะท้อนจาก “แสงชัย ธีรกุลวาณิช” ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ซึ่งมองว่าสถานการณ์มูลค่ารายได้จากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประเทศไทย กรุงเทพมหานคร (กทม.) จัดเก็บได้ราว 11,000 ล้านบาทในปี 2566 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดเก็บได้ราว 35,169 ล้านบาทในปี 2565 ซึ่งจัดเก็บได้สูงกว่าปี 2564 ที่จัดเก็บได้ราว 4,105 ล้านบาท แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการจัดเก็บภาษีประเภทดังกล่าวกับต่างประเทศ ยังจัดเก็บได้ต่ำกว่าสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน เป็นต้น

“แสงชัย” กล่าวว่า ขณะที่ที่ผ่านมาภาครัฐมีมาตรการให้ความช่วยเหลือลดผลกระทบหลายด้านที่เป็นประโยชน์ แต่การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ยังคงส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและประชาชนในหลายด้าน ประกอบด้วย 1.การสร้างความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนักในการส่งเสริมการชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ถูกต้องเหมาะสม ไขข้อสงสัยการลดหย่อน การคำนวณภาษีและสร้างโอกาสเข้าถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในแต่ละท้องถิ่น อาทิ การจัดเสวนา อบรมให้ข้อมูลทั้งแบบออนไลน์และออนไซต์ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ การจัดกิจกรรมผ่านชุมชนแต่ละพื้นที่ การใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีในการรับชำระรูปแบบออนไลน์ เชื่อมโยงระบบกับภาษีอื่นๆ และให้คำแนะนำปรึกษาผ่าน ChatGPT เพื่ออำนวยความสะดวกรวดเร็วในการรับบริการทางภาษี

2.การขยายระยะเวลาลดหย่อนภาษี 15% ออกไปอีก 1 ปี เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยังไม่ฟื้นจากสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว รายได้ลดลงและภาระค่าครองชีพ ดอกเบี้ยและต้นทุนการประกอบการที่สูงขึ้น 3.ราคากลาง ที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของคุณภาพและราคาวัสดุที่มีความแตกต่างระหว่างบ้านหรูกับบ้านธรรมดาที่ต้องสะท้อนการประเมินราคากลางอ้างอิงที่ไม่ทำให้บ้านหรูจ่ายภาษีเท่ากับบ้านธรรมดา รวมทั้งยกเลิกบ้านหลังหลักไม่เกิน 3 ล้านบาทสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย เพื่อลดผลกระทบภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนฐานราก

4.การจัดเก็บภาษีสถานประกอบการพาณิชย์ ค้าขาย ให้เช่า ที่อยู่อาศัยร่วมด้วยให้มีความชัดเจนไม่ซ้ำซ้อน และคำนึงถึงในแต่ละระดับขนาดกิจการ อาทิ รายย่อย รายกลาง และรายใหญ่ ให้เกิดความเป็นธรรมทางการใช้ประโยชน์ การจัดเก็บภาษีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีแบกรับภาระสูง และอาจมีระบบผ่อนชำระภาษี 3-6 เดือนเพิ่มเติมเพื่อให้บรรเทาผลกระทบอีกทางหนึ่ง รวมทั้งมาตรการช่วยเหลือบุคคลธรรมดาและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็น NPL รหัส 21 อยู่ด้วย

5.การกำหนดอัตราภาษีที่จูงใจกับการใช้ประโยชน์ในที่ดินประเภทส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว การลดโลกร้อนและสิ่งปลูกสร้างที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมซอฟต์เพาเวอร์สร้างมูลค่าเพิ่มที่เหมาะสมเพิ่มมากขึ้น
เพื่อการกระจายการถือครอง ส่งเสริมการให้เช่าและใช้ที่ดินเพื่อการประกอบอาชีพธุรกิจคาร์บอนต่ำ กระจายรายได้จากการใช้ประโยชน์ที่ดินผู้ที่มีรายได้น้อยเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งทำให้การจัดเก็บภาษีของภาครัฐส่วนอื่นเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ต้องวัดใจ “รัฐบาลเศรษฐา” จะเซย์โนหรือโอเค ข้อเสนอภาคเอกชนที่สะท้อนออกมาดังๆ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image