หน้าแรก เศรษฐกิจ หอค้า แนะหาแห...

หอค้า แนะหาแหล่งเงินทุน อุ้มเอสเอ็มอีชั้นดี พ้นวิกฤตดอกเบี้ยสูง ทำต้นทุนพุ่ง

18.01.24 | 16:30 น.

หอค้า แนะหาแหล่งเงินทุน อุ้มผู้ประกอบการชั้นดี พ้นวิกฤตดอกเบี้ยสูง ทำต้นทุนพุ่ง

เมื่อวันที่ 18 มกราคม นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจในภาพรวมขณะนี้ยังไม่ได้ฟื้นตัวดีมากนัก เป็นผลจากสถานการณ์การเมืองโลก ในประเทศที่มีข้อพิพาทกัน แม้ผ่านช่วงวิกฤตหนักอย่างโควิด-19 ที่กินระยะเวลายาวนานมาได้แล้ว แต่ก็ยังมีความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนปะทุขึ้น จนส่งผลกระทบการขาดแคลนอาหาร และพลังงาน ทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอย่างร้อนแรง ซึ่งไทยก็ได้รับผลกระทบในแง่พลังงานเช่นกัน แม้ในแง่อาหารยังถือว่าเป็นประเทศผลิตอาหาร ไม่ได้ขาดแคลนด้านนี้ แต่ภาพผลกระทบที่เกิดขึ้นยังส่งผลมาถึงปัจจุบัน เมื่อภาคการผลิตยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ จากการส่งออกที่ไม่กลับคืนมาเท่าเดิม ประกอบกับต้นทุนทางการเงินที่ยังสูงอยู่ กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงเพราะภาระค่าครองชีพ ทำให้ผู้ผลิตไม่ได้ผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น จึงหลีกเลี่ยงการลดกำลังการผลิตไม่ได้ ส่งผลต่อด้านแรงงาน ที่เป็นผู้บริโภคเช่นกัน ยิ่งทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจช้าลงอีก

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า หากธุรกิจเดิมทีมีหนี้สินติดมาตั้งแต่ช่วงโควิดแล้ว พยายามรักษาสภาพหนี้ไว้ เมื่อมาเจอภาวะดอกเบี้ยสูง อาจไปต่อไม่ไหว เพราะการเดินหน้าต่อยังต้องกู้เงินเพิ่ม ขณะที่เงินกู้เดิมที่มีอยู่ก็มีหนี้สินพอกพูนขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่จากการประกอบกิจการอย่างเดียว พอจะมากู้สินเชื่อเพิ่มรอบใหม่ก็เริ่มติดขัดแล้ว เพราะมีมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ส่งผ่านไปยังธนาคารต่างๆ ที่ดูเรื่องความมั่นคงในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติม จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีกิจการบางส่วน ส่งสัญญาณถึงปัญหาต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี หรือผู้ประกอบการที่ยังไม่พ้นวิกฤตเดิม เมื่อมาเจอรอบนี้อีกก็อาจส่งผลให้ไปต่อไม่ไหวได้

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้ฟื้นตัวดีมากนัก และอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนั้น หากไม่สามารถลดดอกเบี้ยลงได้ สิ่งที่จะต้องช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สำคัญคือ การหาแหล่งสินเชื่อเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เป็นอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อประคองธุรกิจที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูตัวเองกลับมา ไม่ให้กลายเป็นหนี้เสียในระบบเพิ่มขึ้นอีก โดยหากไม่มีการช่วยเรื่องต้นทุนเหล่านี้เลย เอสเอ็มอีจะยิ่งไปต่อได้ยาก เพราะดอกเบี้ยในระดับสูง ความเหลื่อมล้ำระหว่างธุรกิจรายใหญ่กับเล็กจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ การเข้าถึงสินเชื่อจะแตกต่างกันแบบสุดๆ

“มาตรการช่วยเหลือ ส่วนที่เกี่ยวข้องหรือรัฐบาลจะต้องเตรียมไว้แล้ว เพราะกิจการเหล่านี้ ไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้ด้วยความสามารถในการผลิตของตัวเอง แต่มาจากสถานการณ์การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ต่อเนื่องยาวนาน และยังไม่เห็นแนวโน้มใกล้ๆ ว่าจะกลับมาปกติได้ในช่วงใด แต่อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์นิ่งขึ้น แม้ยังยืดเยื้ออยู่ แต่ถ้าทุกอย่างนิ่งลงแล้ว กำลังซื้อก็มีโอกาสกลับมาเพิ่มขึ้น เพราะสุดท้ายคนก็ต้องกินต้องใช้ แม้บรรยากาศยังไม่ให้ แต่ถึงจุดหนึ่งก็ต้องใช้จ่ายอยู่ดี เมื่อของหมด หรือถึงเวลาแล้ว” นายวิศิษฐ์ กล่าว

Advertisement

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า กรณีของธปท. จะเป็นผู้รักษาประตูเพียงอย่างเดียว หรือเป็นแรงส่งของทีมฟุตบอลด้วยนั้น ส่วนนี้มองว่า ก็คงพยายามทำหน้าที่ของตัวเอง แต่ในภาวะแบบนี้ การดูแลเสถียรถภาพทางการเงินแล้ว ก็ต้องไม่ลืมอีกด้าน อย่างการดูแลรายเล็กรายน้อยที่อาจบาดเจ็บล้มตายลงได้ นอกจากนี้ งบประมาณในปี 2568 ประมาณ 3.6 ล้านล้านบาทนั้น ต้องบอกว่างบปี 2567 รีบทำให้สำเร็จและนำออกมาใช้ได้ก่อน เพราะปัญหาตอนนี้คือ งบปี 2567 กว่าจะได้ใช้จริง มีเวลาใช้เพียง 5-6 เดือนเท่านั้น จึงไม่สามารถใช้ได้เต็มปี เป็นส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง แม้ยังมีโอกาสกระตุ้นในช่วงครึ่งปีหลังนี้อยู่ แต่ก็ถือว่ามีเวลาใช้ได้น้อย ส่วนงบปี 2568 จะช้าไม่ได้เช่นกัน เพราะจะต้องใช้ให้เกิดความต่อเนื่องจากปีนี้