ดร.สันติธาร ชี้เศรษฐกิจไทยเป็นนักกีฬาสูงวัย โตไม่ทันเพื่อนบ้าน แนะ 3 แนวทางดัน ศก.ไปต่อ
เมื่อวันที่ 22 มกราคม นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจแห่งอนาคต สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงานสัมมนาของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร KKP YEAR AHEAD 2024 โดยเสวนาหัวข้อพิเศษ เศรษฐกิจไทย..เปลี่ยนอย่างไรให้ไปไกลกว่าเดิม ว่า หากเปรียบประเทศไทยเป็นนักกีฬาสูงวัย เพราะทั้งอายุเฉลี่ย 41 ปี เทียบกับประเทศอื่นในอาเซียนอยู่ที่ 30 ปีต้นๆ หรือต่ำกว่านั้น
นายสันติธาร กล่าวว่า และที่สำคัญคืออาการที่ทำให้เป็นนักกีฬาสูงวัย 1.เศรษฐกิจวิ่งช้าลง จากการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ระยะยาวที่เคยสูงถึง 7% และทยอยลดลงจาก 5% และลดเหลือ 3% 2.ความสามารถในการแข่งขัน เพื่อดึงดูดนักลงทุนน้อยลง เพราะประชากรของไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย แนวโน้มการลงทุนจึงน้อยลง และ 3.หากมีการกระตุ้นเศรษฐกิจหนักๆ อาจพบปัญหา เมื่อช่วงที่เศรษฐกิจโตดีจะเห็นปัญหาหนี้ครัวเรือน
นอกจากนี้ ด้วยศักยภาพของประเทศไทย จึงยังไม่มีแนวโน้มเหมือนกับประเทศศรีลังกา และเวเนซุเอลา เพราะเสถียรภาพเศรษฐกิจค่อนข้างดี สถาบันการเงินมีเงินทุนมากพอรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และปัญหาจะไม่เกิดเหมือนวิกฤตต้นยำกุ้งปี 2540 ดังนั้น ปัญหาของไทยขณะนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจกำลังล้มลง แต่เศรษฐกิจขยายตัวไม่ทัน เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีความหวังและโอกาส และวิธีที่มองว่าจะทำให้ไทยมีจุดเปลี่ยนแบ่งเป็น ก. ข. ค. โดยเริ่มจาก ข. คือการขยายขนาดตลาด เพราะยุคปัจจุบันมีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การลงทุนของนักลงทุนต่างๆ พยายามลดความเสี่ยงจากการออกจากหลายประเทศ และลงทุนในอาเซียนมากขึ้น เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย ขณะที่ไทยยังได้สัดส่วนการลงทุนน้อยกว่าที่อื่น เพราะขนาดตลาดเล็กกว่าประเทศอื่น
“ต่อให้อินเดีย หรืออินโดนีเซีย ทำตลาดยากมาก แต่นักลงทุนยอม เพราะเขายังมีเสน่ห์พอที่ต่อให้นิสัยไม่ดีก็ยังต้องคบ แต่ไทยยังขาดเสน่ห์ เพราะศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำ ประชากรเข้าสู่ช่วงสูงวัย ดังนั้น ไทยต้องปรับให้นิสัยดีขึ้น” นายสันติธารกล่าว
นายสันติธาร กล่าวว่า จึงย้อนกลับมาที่ ก. คือการแก้กฎกติกาการลงทุนที่เป็นปัญหาการทำธุรกิจให้ง่ายขึ้น ซึ่งรัฐบาลพยายามผลักดันอยู่แล้ว จากการศึกษาหากมีการทำกิโยตินกฎหมายส่วนหนึ่งสำเร็จในไทยจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ปีละ 1 แสนล้านบาท
ขณะที่ ค. มี 2 ส่วน คือ 1.การปรับโครงสร้างพื้นฐานการลงทุน เนื่องจากการลงทุนไทยที่มีตัวเลขต่ำมานาน ซึ่งการลงทุนจะทำต่อไปต้องเน้นคุณภาพ และเน้นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงเศรษฐกิจสีเขียว (กรีนอีโคโนมี) ที่เข้ามามีบทบาทด้านความยั่งยืนมากขึ้น อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับประชากรสูงวัยเข้าถึงบริการด้านต่างๆ ง่ายขึ้น
2.เรื่องคน เพราะยุคที่เปลี่ยนแปลงโดยเทคโนโลยี แต่ยังมีปัญหาขาดแคลนแรงงาน รวมถึงความกังวลเรื่องจะมีนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาทดแทนแรงงาน จากปัญหานี้สามารถพัฒนาไปพร้อมกันได้ โดยการอัปสกิล-รีสกิลให้มีคุณภาพมากขึ้น เช่น แรงวานภาคเกษตรมี 12 ล้านคน หากมีการอัปสกิลอาจมีทักษะอื่นๆ ได้ในภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ อย่างภาคการท่องเที่ยวที่มีการใช้ภาษามากขึ้น
“จากโอกาสที่จะเพิ่ทขึ้นมองว่า ก. ข. และ ค. ที่มองไว้ ถ้าสามารถทำได้อย่างไรเศรษฐกิจจะเดินไปข้างหน้าได้แน่นอน” นายสันติธารกล่าว

