หน้าแรก เศรษฐกิจ ดร.สันติธาร ช...

ดร.สันติธาร ชี้เศรษฐกิจไทยเป็นนักกีฬาสูงวัย โตไม่ทันเพื่อนบ้าน แนะ 3 แนวทางดัน ศก.ไปต่อ

22.01.24 | 13:18 น.

ดร.สันติธาร ชี้เศรษฐกิจไทยเป็นนักกีฬาสูงวัย โตไม่ทันเพื่อนบ้าน แนะ 3 แนวทางดัน ศก.ไปต่อ

เมื่อวันที่ 22 มกราคม นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจแห่งอนาคต สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงานสัมมนาของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร KKP YEAR AHEAD 2024 โดยเสวนาหัวข้อพิเศษ เศรษฐกิจไทย..เปลี่ยนอย่างไรให้ไปไกลกว่าเดิม ว่า หากเปรียบประเทศไทยเป็นนักกีฬาสูงวัย เพราะทั้งอายุเฉลี่ย 41 ปี เทียบกับประเทศอื่นในอาเซียนอยู่ที่ 30 ปีต้นๆ หรือต่ำกว่านั้น

นายสันติธาร กล่าวว่า และที่สำคัญคืออาการที่ทำให้เป็นนักกีฬาสูงวัย 1.เศรษฐกิจวิ่งช้าลง จากการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ระยะยาวที่เคยสูงถึง 7% และทยอยลดลงจาก 5% และลดเหลือ 3% 2.ความสามารถในการแข่งขัน เพื่อดึงดูดนักลงทุนน้อยลง เพราะประชากรของไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย แนวโน้มการลงทุนจึงน้อยลง และ 3.หากมีการกระตุ้นเศรษฐกิจหนักๆ อาจพบปัญหา เมื่อช่วงที่เศรษฐกิจโตดีจะเห็นปัญหาหนี้ครัวเรือน

นอกจากนี้ ด้วยศักยภาพของประเทศไทย จึงยังไม่มีแนวโน้มเหมือนกับประเทศศรีลังกา และเวเนซุเอลา เพราะเสถียรภาพเศรษฐกิจค่อนข้างดี สถาบันการเงินมีเงินทุนมากพอรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และปัญหาจะไม่เกิดเหมือนวิกฤตต้นยำกุ้งปี 2540 ดังนั้น ปัญหาของไทยขณะนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจกำลังล้มลง แต่เศรษฐกิจขยายตัวไม่ทัน เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีความหวังและโอกาส และวิธีที่มองว่าจะทำให้ไทยมีจุดเปลี่ยนแบ่งเป็น ก. ข. ค. โดยเริ่มจาก ข. คือการขยายขนาดตลาด เพราะยุคปัจจุบันมีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การลงทุนของนักลงทุนต่างๆ พยายามลดความเสี่ยงจากการออกจากหลายประเทศ และลงทุนในอาเซียนมากขึ้น เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย ขณะที่ไทยยังได้สัดส่วนการลงทุนน้อยกว่าที่อื่น เพราะขนาดตลาดเล็กกว่าประเทศอื่น

Advertisement

“ต่อให้อินเดีย หรืออินโดนีเซีย ทำตลาดยากมาก แต่นักลงทุนยอม เพราะเขายังมีเสน่ห์พอที่ต่อให้นิสัยไม่ดีก็ยังต้องคบ แต่ไทยยังขาดเสน่ห์ เพราะศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำ ประชากรเข้าสู่ช่วงสูงวัย ดังนั้น ไทยต้องปรับให้นิสัยดีขึ้น” นายสันติธารกล่าว

นายสันติธาร กล่าวว่า จึงย้อนกลับมาที่ ก. คือการแก้กฎกติกาการลงทุนที่เป็นปัญหาการทำธุรกิจให้ง่ายขึ้น ซึ่งรัฐบาลพยายามผลักดันอยู่แล้ว จากการศึกษาหากมีการทำกิโยตินกฎหมายส่วนหนึ่งสำเร็จในไทยจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ปีละ 1 แสนล้านบาท

ขณะที่ ค. มี 2 ส่วน คือ 1.การปรับโครงสร้างพื้นฐานการลงทุน เนื่องจากการลงทุนไทยที่มีตัวเลขต่ำมานาน ซึ่งการลงทุนจะทำต่อไปต้องเน้นคุณภาพ และเน้นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงเศรษฐกิจสีเขียว (กรีนอีโคโนมี) ที่เข้ามามีบทบาทด้านความยั่งยืนมากขึ้น อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับประชากรสูงวัยเข้าถึงบริการด้านต่างๆ ง่ายขึ้น

2.เรื่องคน เพราะยุคที่เปลี่ยนแปลงโดยเทคโนโลยี แต่ยังมีปัญหาขาดแคลนแรงงาน รวมถึงความกังวลเรื่องจะมีนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาทดแทนแรงงาน จากปัญหานี้สามารถพัฒนาไปพร้อมกันได้ โดยการอัปสกิล-รีสกิลให้มีคุณภาพมากขึ้น เช่น แรงวานภาคเกษตรมี 12 ล้านคน หากมีการอัปสกิลอาจมีทักษะอื่นๆ ได้ในภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ อย่างภาคการท่องเที่ยวที่มีการใช้ภาษามากขึ้น

“จากโอกาสที่จะเพิ่ทขึ้นมองว่า ก. ข. และ ค. ที่มองไว้ ถ้าสามารถทำได้อย่างไรเศรษฐกิจจะเดินไปข้างหน้าได้แน่นอน” นายสันติธารกล่าว