ไทยเครดิต จ่อไอพีโอ 1 หมื่นล้านบาท เข้าตลาดหลักทรัพย์ เพิ่มหมวดธนาคารในรอบ 10 ปี
เมื่อวันที่ 22 มกราคม นายวิญญู ไชยวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารจัดงานนำเสนอข้อมูลต่อนักลงทุน (Roadshow) การเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) พร้อมเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยมี ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน กำหนดราคาเสนอขายสุดท้าย (Final Price) ของหุ้นสามัญที่เสนอขายในครั้งนี้ จะกระทำผ่านการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ (Bookbuilding) ซึ่งเป็นวิธีการสอบถามปริมาณความต้องการซื้อหุ้นสามัญของนักลงทุนสถาบันในแต่ละระดับราคา
โดยช่วงราคาอยู่ระหว่าง 28.00-29.00 บาทต่อหุ้น มีมูลค่าการเสนอขาย 9,716-10,063 ล้านบาท และคาดว่าจะเข้าซื้อขาย 9 กุมภาพันธ์ 2567 โดยมีนโยบายจ่ายเงินปันผลปี 2567-2570 ที่ 5-20% ของกำไรสุทธิ เปิดให้จองซื้อสำหรับนักลงทุนรายย่อย ระหว่างวันที่ 23-26 มกราคม 2567 และเตรียมเปิดให้นักลงทุนสถาบันจองซื้อในวันที่ 31 มกราคม-2 กุมภาพันธ์ 2567
ทั้งนี้ ธนาคาร ผู้ถือหุ้นเดิม ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ (Initial Purchasers) จะพิจารณาร่วมกันในการกำหนดราคาเสนอขายสุดท้าย (Final Price) โดยพิจารณาจากราคาและจำนวนหุ้นที่นักลงทุนสถาบันเสนอความต้องการซื้อเข้ามา โดยนักลงทุนรายย่อยจะชำระเงินที่ราคา 29.00 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาเสนอขายสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้น และจะได้รับคืนส่วนต่างค่าจองซื้อคืน หากราคาเสนอขายสุดท้ายต่ำกว่าราคา 29.00 บาทต่อหุ้น ภายหลังการเสนอขายไอพีโอแล้วเสร็จ
นายวิญญูกล่าวว่า ปัจจุบัน ธนาคารไทยเครดิตเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อนาโนและไมโครเครดิตเพื่อคนค้าขาย (Nano and Micro Finance) และสินเชื่อธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี (Micro SME) ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าในประเทศไทยที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้เท่าที่ควร กลุ่มลูกค้าดังกล่าวมีจำนวนมากและถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รวมไปถึงบริการเงินฝาก บริการสินเชื่อเพื่อการค้าต่างประเทศ และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจธนาคารชูจุดเด่น ธนาคารไทยเครดิตถือเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มี NIM (Net Interest Margin) สูงสุดในอุตสาหกรรม มีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ต่ำที่สุดในอุตสาหกรรม และอัตราการเติบโตของสินเชื่อสูงสุดในอุตสาหกรรม
“การเข้ามาระดมทุนในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเงินกองทุนของธนาคารเพื่อใช้เป็นเงินทุนสำหรับการขยายพอร์ตสินเชื่อ รวมทั้งพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ และวัตถุประสงค์อื่นๆ ต่อไป โดยไทยเครดิตเป็นธนาคาร หลักธรรมมาภิบาล การควบคุมดูแลเหมือนธนาคารพาณิชย์ทุกเรื่อง สำคัญคือเราเข้าถึงแหล่งเงินทุนในแง่เงินฝากได้ แต่กลุ่มลูกค้าธุรกิจสินเชื่อและการเติบโตมีลักษณะคล้ายนอนแบงก์ ทั้งลูกค้ากลุ่มฐานราก มีความเสี่ยงสูง แต่ยังสามารถควบคุมได้ และสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ได้รับการค้ำประกันจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) สามารถลดความเสี่ยงลงเพิ่มอีก” นายวิญญูกล่าว
นายกนต์ธีร์ ประเสริฐวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า ธนาคารไทยเครดิตใกล้เคียงกลุ่มนอนแบงก์มาก แต่ก็ดำเนินการในรูปแบบธนาคารพาณิชย์ด้วย ทำให้ระดับราคาที่กำหนดมีความเหมาะสมกับตัวธนาคารที่มีความเฉพาะตัว และมีความมั่นคงในการดำเนินงานมากว่า 17 ปี โดยการเข้ามาไอพีโอหุ้นของไทยเครดิตครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีด้วย
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2563-2565 และงวด 9 เดือนแรกของปี 2566 ธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 6,370.9 ล้านบาท 8,493.6 ล้านบาท 11,052.4 ล้านบาท และ 9,783.8 ล้านบาทตามลำดับ มีกำไรสุทธิ 1,372.9 ล้านบาท 1,935.0 ล้านบาท 2,352.5 ล้านบาท และ 2,816.7 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROE) เท่ากับ 18.0% 20.7% 18.9% และ 21.8% ตามลำดับ สำหรับปี 2563-2565 และงวด 9 เดือนแรกของปี 2566 เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ของธนาคารฯ มีจำนวนเท่ากับ 68,562.4 ล้านบาท 97,728.7 ล้านบาท 121,298.0 ล้านบาท และ 138,435.1 ล้านบาท ตามลำดับ อัตราเติบโตโดยเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 33.0% ต่อปี (2563-2565) โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตในทุกกลุ่มสินเชื่อหลักของธนาคารฯ ทั้งสินเชื่อธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี สินเชื่อนาโนและไมโครเครดิตเพื่อคนค้าขายและสินเชื่อบ้าน

