หน้าแรก เศรษฐกิจ สุดาวรรณ จ่อย...

สุดาวรรณ จ่อยกระดับน้ำพุร้อนเมืองไทย สู้ยุโรป-ญี่ปุ่น ดึงดูดนักท่องเที่ยว

23.01.24 | 15:39 น.

สุดาวรรณ จ่อยกระดับน้ำพุร้อนเมืองไทย สู้ยุโรป-ญี่ปุ่น ดึงดูดนักท่องเที่ยว

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยในรูปแบบใหม่มากขึ้น กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ตั้งเป้าหมายยกระดับแหล่งน้ำพุร้อนภายในประเทศไทยอย่างเร่งด่วน สู่สปาทาวน์ (Spa Town) แบบยุโรป หรือออนเซ็น ทาวน์ (Onsen Town) แบบญี่ปุ่น เพื่อให้เศรษฐกิจน้ำพุร้อน (Hot Spring Economy) ของไทยที่มีศักยภาพสูง แต่เริ่มต้นพัฒนาหลังประเทศในยุโรปและญี่ปุ่นกว่า 1,000 ปี โดดเด่นบนเวทีโลก สร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน


นางสาวสุดาวรรณ กล่าวว่า จากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลแหล่งน้ำพุร้อนภายในประเทศจากกรมทรัพยากรธรณีและสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่าประเทศไทยมีแหล่งน้ำพุร้อน จำนวน 118 แห่ง โดยแหล่งน้ำพุร้อนส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือ 71 แห่ง รองลงมาเป็นภาคใต้ 32 แห่ง ภาคกลาง 12 แห่ง และภาคตะวันออก 2 แห่ง โดยการใช้ประโยชน์พื้นที่ มีทั้งการใช้ประโยชน์เพื่อเป็นพื้นที่สาธารณะ (แหล่งน้ำสาธารณะ) ของชุมชนหรือเมือง และการใช้ประโยชน์เพื่อการท่องเที่ยว อีกทั้งในแหล่งน้ำพุร้อนหลายๆ แห่ง ยังไม่มีการใช้ประโยชน์เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ยังคงมีความเป็นธรรมชาติสูงหรืออยู่ในพื้นที่ชนบทที่มีการเข้าถึงยาก ส่วนแหล่งน้ำพุร้อนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองนั้น ได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งแช่และอาบน้ำพุร้อนของเมือง รวมทั้งพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยือน

“การพัฒนาเชื่อมโยงแหล่งน้ำพุร้อนในจังหวัดใกล้เคียงต่างๆ ทั้งระบบ เป็นเส้นทางท่องเที่ยว สายน้ำพุร้อน หรือ สายเวลเนส รวม 7 เส้นทาง (7 Hot Springs or Wellness Routes) เพื่อสร้างแบรนด์การตลาดสู่ตลาดสากล ถือเป็นการกระจายนักท่องเที่ยวเข้าสู่เมืองรองมากขึ้น รวมถึงการสร้างองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีมาตรฐานสากลสอดคล้องกับการท่องเที่ยววิถีใหม่ นำไปเป็นต้นแบบในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวน้ำพุร้อนธรรมชาติต่อไป สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดธุรกิจบริการสุขภาพที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำพุร้อนธรรมชาติได้” นางสาวสุดาวรรณ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางสโมสรน้ำพุร้อนไทย ได้ให้ข้อมูลถึงช่วงก่อนหน้านี้เคยเสนอของบประมาณพิเศษจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จำนวน 270 ล้านบาท และได้เสนอให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เป็นเจ้าภาพดำเนินการโครงการนำร่อง เพื่อตั้งเป้าให้แหล่งน้ำพุร้อนในไทยสามารถเปิดใช้บริการได้ภายในปี 2568 เพื่อเป็นโครงการควิก-วิน (Quick-win) โดยสโมสรน้ำพุร้อนไทย ได้เสนอแผนงานการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility) ในการออกแบบและก่อสร้างพัฒนาน้ำพุร้อนทั้ง 16 แห่ง ใน 5 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน ประกอบด้วย 1.ระนอง จำนวน 5 แห่ง ใช้งบ 75 ล้านบาท 2.พังงา จำนวน 2 แห่ง ใช้งบ 30 ล้านบาท 3.กระบี่ จำนวน 7 แห่ง ใช้งบ 105 ล้านบาท 4.ตรัง จำนวน 1 แห่ง ใช้งบ 30 ล้านบาท และ 5.สตูล จำนวน 1 แห่ง ใช้งบ 30 ล้านบาท

Advertisement

วัตถุประสงค์ของแผนงานดังกล่าวคือ เพื่อยกระดับการให้บริการจากระดับผู้ใช้งานท้องถิ่น (Local Users) ในปัจจุบัน สู่ระดับบริการอาบน้ำพุร้อนสาธารณะมาตรฐานการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสากล (International Standard Public Bath) และเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การสร้างและกระจายรายได้ในแหล่งท่องเที่ยว การยกระดับคุณภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวภายใต้แบรนด์ Andaman Wellness Corridor

ทั้งนี้ ตัวอย่างโอกาสและประโยชน์ของการพัฒนาน้ำพุร้อน สู่ระดับบริการอาบน้ำพุร้อน (Public Bath) และจุดหมายปลายทางด้านสปาน้ำพุร้อน (Hot Spring Spa Destination) มองว่าจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการอาบน้ำพุร้อนที่ยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความสะดวก ที่ยังไม่ถึงระดับบริการอาบน้ำพุร้อนแบบสาธารณมาตรฐานได้ประมาณ 10 เท่า จากเก็บค่าบริการเข้าพื้นที่ 20 บาท เป็น 200 บาท ทำให้ อบต. คลองท่อมเหนือ ที่กำกับดูแลน้ำตกร้อน และเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเขาประ-บางครามที่ดูแลสระมรกต มีนักท่องเที่ยวไปเยือนวันละ 500-1,000 คน มีรายได้จากการเก็บค่าเข้าพื้นที่คนละ 200 บาท มีรายได้ 50,000 – 200,000 บาทต่อวัน หรือคิดเป็น 18-72 ล้านบาทต่อปี