IMF ชี้เงินดิจิทัลดันจีดีพี4.4% ศูนย์วิจัยกรุงศรีเชื่อกนง. 7 ก.พ. คงดอกเบี้ย 2.50%
รายงานข่าวแจ้งว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่รายงานสรุปการประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยประจำปี 2566 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เมื่อวันที่ 23 มกราคม โดยมีมุมมองที่สอดคล้องกับทางการไทยต่อแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัว แม้จะชะลอลงบ้าง จากการดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก การปรับเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน
ไอเอ็มเอฟคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2566 จะขยายตัวประมาณ 2.5% และคาดว่าปี 2567 จะเร่งขึ้นเป็น 4.4% (กรณีรวมผลมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท) จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการบริโภคภายในประเทศที่เติบโตต่อเนื่อง สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ไอเอ็มเอฟคาดว่าปี 2566 จะอยู่ที่ 1.3% และปี 2567 อยู่ที่ 1.7% ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายของ ธปท.
ชี้นโยบายการเงินธปท.เหมาะสม
นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟยังเห็นว่านโยบายการเงินในปัจจุบันมีความ เหมาะสม และควรติดตามความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินอย่างใกล้ชิด สอดคล้องกับกรอบการดำเนินนโยบายการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และระบบการเงินมีเสถียรภาพ สำหรับภาคการเงิน ไอเอ็มเอฟ สนับสนุนแผนของ ธปท. ในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ผ่านการออกเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม และการดูแลหนี้เรื้อรัง
ไอเอ็มเอฟแนะนำให้ทางการไทยให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการลดทอนผล
กระทบจากการแบ่งขั้วทางภูมิเศรษฐศาสตร์ รวมทั้งสนับสนุนการเพิ่มผลิตภาพ โดยเฉพาะการเพิ่มพูนทักษะแรงงาน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ ตลอดจนการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและปรับกฎเกณฑ์ทางธุรกิจให้เหมาะสม เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ตามศักยภาพ
รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับ 2.50% มีความเหมาะสมในบริบทเศรษฐกิจการเงินในปัจจุบัน มีประเด็นสำคัญ 1.ธปท.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวในหลายมิติ โดยเฉพาะอุปสงค์ในประเทศ ภาคบริการ และการจ้างงานที่ปรับตัว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการอุดหนุนและมาตรการช่วยเหลือด้านพลังงานของรัฐบาล ไม่ได้เกิดจากการลดลงของราคาสินค้าเป็นวงกว้าง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยนับว่าอยู่ในระดับต่ำและต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ 2.ภาวะการขยายตัวของสินเชื่อปรับดีขึ้นจากแนวโน้มการกลับมาให้สินเชื่อที่เพิ่มขึ้น และการออกตราสารหนี้ของภาคเอกชนมีความเสี่ยง โรล โอเวอร์ ยังจำกัดอยู่ และ 3.แม้อัตราดอกเบี้ยจะปรับสูงขึ้น แต่ ธปท.ยังดำเนินมาตรการเฉพาะเจาะจงกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ล่าสุดออกประกาศหลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม มีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา คาดว่าจะลดภาระบางส่วนที่ลูกหนี้ต้องเผชิญในการผ่อนชำระหนี้ ทั้งนี้ คาดว่าในการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งแรกของปีวันที่ 7 กุมภาพันธ์ กนง.จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50%
ศูนย์วิจัยกรุงศรี ระบุ รัฐบาลกำหนดกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ที่ 3.6 ล้านล้านบาท เป็นงบขาดดุลที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 2 หมื่นล้านบาท การประชุมของ ครม.วันที่ 16 มกราคม มีมติเห็นชอบกรอบงบประมาณปี 2568 โดยกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายไว้ที่ 3.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากวงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท ในปีงบ 2567 (หรือเพิ่มขึ้น 3.4%) โดยเป็นงบประมาณขาดดุลอยู่ที่ 7.13 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนซึ่งขาดดุลที่ 6.93 แสนล้านบาท (หรือเพิ่มขึ้น 2.9%) และเป็นงบขาดดุล 3.56% ต่อจีดีพีเทียบกับขาดดุลที่ 3.64% ต่อจีดีพีในปีงบ 2567
ศูนย์วิจัยระบุว่า เศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีนี้คาดว่ายังขาดแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในปี 2566 ทำให้การจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ล่าช้าจากปกติจะเริ่มเบิกจ่ายเดือนตุลาคม 2566 คาดว่าการจัดทำจะเสร็จ เร่งเบิกจ่ายในไตรมาส 2/2567 เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจเช่นเดียวกับการเบิกจ่ายช่วงหลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 นอกจากนี้ การจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี และยังคงขาดดุลการคลังสูงกว่า 3% ของจีดีพี ต่อเนื่องในปี 2568 สะท้อนเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องได้รับแรงกระตุ้นผ่านทางนโยบายการคลัง ในอีกมุมหนึ่งอาจต้องระวังผลกระทบต่อวินัยการคลังและหนี้สาธารณะ ล่าสุดอยู่ระดับ 62% ต่อจีดีพี

