พิมพ์ภัทรา ปิ๊งไอเดีย ตั้ง Circular Hub รีไซเคิลต่อยอดอีวี-ส่งออกสินค้าป้องกันประเทศ ดันสินค้าฮาลาลเจาะตลาดโลก โต 2 เท่า ใน 2 ปี
เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 24 มกราคม 2567 ณ ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง พาวเวอร์ กรุงเทพ (รางน้ำ) หนังสือพิมพ์มติชนจัดงานสัมมนา “Thailand 2024 : The Great Challenges” โดย น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเสวนาในหัวข้อ “เปิดโฉมอุตสาหกรรม-การทูตยุคใหม่ ในมุมมอง รมต.New Gen” ว่า อุตสาหกรรม S-Curve ที่มีโอกาสมากที่สุดวันนี้คงหนีไม่พ้นอุตสาหกรรมอีวี โดยเชื่อมโยงตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้าคือนโยบายอีวี 3.0 จนมาถึงรัฐบาลนี้คืออีวี 3.5 ท่านนายกก็เชิญชวนนักทุนด้านอุตสาหกรรมอีวีเข้ามา
นอกจากนั้น ท่านนายกรัฐบาลก็มองทั้งวงจรคือเรื่องแบตเตอรี่ที่เอาเข้ามาใช้แล้ว เมื่อเสื่อมสภาพก็ไม่รู้ต้องทำอย่างไรต่อ เอาไปทำอย่างอื่นได้หรือไม่ หรือรีไซเคิลอย่างไร ที่ไหน หรือจะพัฒนาประเทศไทย ทั้งนี้ นอกจากเป็นฐานรถอีวีแล้ว ก็จะทำ ฐานอุตสาหกรรมหมุนเวียน (Circular Hub) เพื่อทำรีไซเคิลด้วยในอนาคต

อีกอุตสาหกรรมที่เป็นโอกาส แต่เอ่ยชื่อไปหลายคนอาจจะตกใจคือ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หมายถึง การผลิตยุทโธปกรณ์ อาทิ รถถัง เรือรบ ปืน หรือแม้แต่กระสุน แล้วส่งออกได้จำนวนมาก จึงเป็นอุตสาหกรรมอีกประเภททที่ควรจะต้องส่งเสริม ทั้งนี้ เพื่อเป็นให้เกิดการสนับสนุนที่มากขึ้น คงต้องไปหารือกับกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต หรือกระทรวงกลาโหม ในการดูเรื่องภาษี อาทิ รถถัง นำเข้าทั้งคัน ภาษีถูกกว่า การนำเข้ามาประกอบ ดังนั้น จึงต้องไปดูเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม หรือเพื่อมขีดการแข่งขัน ผู้ผลิตในประเทศจะได้มีโอกาสแข่งขันกับผู้นำเข้าได้
ขณะที่เรื่อง ความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ของอุตสาหกรรมนั้น เป็นเรื่องสำคัญ โดยก่อนหน้านี้รัฐบาล รวมถึงกระทรวงอุตสาหกรรมได้เดินทางไปเยือนประเทศซาอุดีอาระเบีย แต่ไทยก็ยังไม่ FTA กับซาอุฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ โอกาสของประเทศ เช่น เรื่องสาธารณสุข เฮลธ์แคร์ การส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ หรือเรื่องปศุสัตว์ และผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่ซาอุฯมีความต้องการซื้อสูง รวมถึง อุตสาหกรรมสินค้าฮาลาล ที่ไทยก็มี แต่อยู่แบบกระจัดกระจาย ในความรับผิดชอบของหลายกระทรวง หลายกรม

น.ส.พิมพ์ภัทรากล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมองเห็นว่าตลาดสินค้าฮาลาล 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่ไทยส่งออกสินค้าฮาลาลได้กว่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2-3% เท่านั้น ดังนั้น เมื่อเห็นขนาดตลาดแล้วเราก็มองเห็นโอกาส เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีทรัพยากรและกำลังการผลิต เพียงแต่จะต้องมีการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการให้ได้ไปถึงโอกาสในการขายในประเทศที่เขาต้องการอย่างมาก ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมการได้เรียนนโยบายดังกล่าวไปยังท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว และท่านายกฯก็มองเห็นตรงกัน จนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ทำอุตสาหกรรมฮาลาลให้เป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น คือการตั้งกรมอุตสาหกรรมฮาลาลขึ้น
“กระทรวงอุตสาหกรรมเองกำลังจะเสนอรายละเอียดการตั้งกรมอุตสาหกรรมฮาลาลเข้า ครม.เร็วๆนี้ และประโยชน์ที่เราได้ของประเทศเราบ้างคือเรื่องของฮาลาลเป็นโอกาส แต่ที่สำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศผู้ซื้อ ต้องยอมรับว่าไทยเราไม่ใช้ประเทศมุสลิม แต่เราจะทำอย่างไรให้เขายอมรับและรับรองให้ได้ โดยเชื่อมั่นว่าถ้าทำให้เป็นมาตรฐานสากลได้จะเพิ่มมูลค่าการตลาดส่งออกฮาลาลได้ 1-2 เท่าตัว ในปี 1-2 ก็เห็นผลแล้ว” น.ส.พิมพ์ภัทรากล่าว

น.ส.พิมพ์ภัทรากล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายการดึงชาวต่างชาติที่มีความสามารถเข้ามาในประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่กระทรวงให้ความสำคัญ โดยเพราะเป็นนโยบายของท่านนายกฯและก็ผ่าน มติ ครม.คือการให้วีซ่าพิเศษ รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม ตามนโยบายของกระทรวงคือการส่งเสริมและสนับสนุน นอกจากนี้ที่สำคัญคือการปรับตัวและแข่งขันกันการกีดกันทางการค้าที่เข้มข้น อาทิ เรื่องคาร์บอน ให้ได้ แม้ว่าผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นเสาหลักสำคัญก็จริง แต่ถ้าเอสเอ็มอีอยู่ไม่ได้ เสาหลักก็มีปัญหาแน่นอน


