หน้าแรก เศรษฐกิจ เจโทร เผย นัก...

เจโทร เผย นักธุรกิจญี่ปุ่นในไทย คาดครึ่งปีแรก 67 ดีขึ้น รับท่องเที่ยว-ส่งออก ฟื้นตัว

30.01.24 | 18:07 น.

เจโทร เผย ความเห็นนักธุรกิจญี่ปุ่นในไทย คาดครึ่งแรกปี 67 ดีขึ้น รับท่องเที่ยว-ส่งออกฟื้นตัว อยากเห็นรัฐไทยทำเอฟทีเอ ยุโรป เข้าร่วม ซีพีทีพีพี


เมื่อวันที่ 30 มกราคม นายคุโรดะ จุน (Kuroda Jun) ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ (เจโทร กรุงเทพฯ) เปิดเผยว่า จากการสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นประจำประเทศไทยประจำครึ่งหลังปี 2566 ว่า สำรวจดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (Diffusion Index หรือ ดีไอ) ครึ่งหลังของปี 2566 คาดว่าอยู่ที่ -16 ปรับตัวแย่ลงกว่าครึ่งแรกของปี 2566 ที่อยู่ที่ -10 เนื่องจากหลายปัจจัย อาทิ การบริโภคสินค้าคงทนที่ซบเซา การส่งออกที่ชะลอตัวตามเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าและผลจากนโยบายการเงินที่ตรึงตัว

นาย คุโรดะ กล่าวว่า ขณะที่ ความเห็นผู้ประกอบการเกี่ยวกับเศรษฐกิจครึ่งแรกของปี 2567 มองว่า ปรับตัวดีขึ้น 31% จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด ไม่เปลี่ยนแปลง 47% และปรับตัวแย่ลง 21% ทำให้ดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ ครึ่งแรกของปี 2567 คาดว่าปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 10 เนื่องจากผู้ประกอบการญี่ปุ่น คาดหวังว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ฟรีวีซ่า จะทำให้การท่องเที่ยวขาเข้าฟื้นตัวต่อเนื่อง และอุปสงค์ของประเทศคู่ค้ากลับมาฟื้น ทำให้การส่งออกปรับตัวได้ดีขึ้น

Advertisement

นาย คุโรดะ กล่าวว่า สำหรับการลงทุนด้านโรงงานและเครื่องจักรในปี 2567 สัดส่วนผู้ประกอบการที่ตอบว่า ลงทุนเพิ่ม อยู่ที่ 24% ลงทุนคงที่ 45% และลงทุนลดลงอยู่ที่ 15% ส่วนความเห็นแนวโน้มการการส่งออกในครึ่งแรกของปี2567 นั้น ผู้ประกอบการที่มองว่า จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 25% คงที่ 57% และคาดว่าส่งออกจะลดลง อยู่ที่สัดส่วน 17% โดยตลาดที่มองว่ามีศักยภาพ ได้แก่ อันดับที่ 1.เวียดนาม 2.อินเดีย 3.อินโดนีเซีย 4.ญี่ปุ่น และ5.สหรัฐอเมริกา คล้ายกับการสำรวจที่ผ่านมา

“ส่วนตลาดที่น่าจับตามองคือ กัมพูชา ที่กำลังมาแรงขยับขึ้นมาอยู่ที่ 7 จากที่ 10 และจีนที่แผ่วลง ขยับลงไป ที่อันดับ 10แทน” นายคุโรดะ กล่าว

นายคุโรดะ กล่าวอีกว่า ด้านข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลนั้น ได้แก่ อันดับ 1 การแก้ปัญหา กฎระเบียบเกี่ยวกับภาษีและพีธีศุลกากร อันดับ 2 คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม อันดับ 3 การส่งเสรึมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการบริโภค อันดับ 4 การรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน และ อันดับ 5 การบังคับใช้มาตรการเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศ

ขณะที่ ประเด็นที่นักธุรกิจญี่ปุ่นมองว่ามีการพัฒนา คือ 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม เนื่องจากมีการลงทุนโครงการขนส่งระบบรางมากขึ้น แต่ยังคงอยากให้มีการพฒนาต่อเนื่อง 2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้ายการสื่อสาร 3.ปัญหาเรื่องการขอใบอนุญาติ และวีซ่า 4.มาตรการแก้ไขอุทกภัย และ 5.การใช้เทคโนโลยีของภาครัฐ

นายคุโรดะ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การพัฒนาธุรกิจในประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน นั้น ผู้ประกอบการญี่ปุ่นมองว่า ไม่มีแผนการพัฒนา จำนวน 57% มีการพัฒนาไปแล้ว (นับหลังจากปี 2564) 32% และอยู่ระหว่างการพัฒนา อีก 9% โดย จุดหมายที่อยากไปพัฒนาธุรกิจ ได้แก่ อันดับ 1 เวียดนาม 48% และ 2 อินโดนีเซีย 39% โดยเหตุผลคือ มองว่าเป็นการขยายกิจการ มองว่าตลาดที่มีศีกยภาพในกา รเติบโต และเรื่องค่าใช้จ่ายบุคลากรที่ต่ำกว่า ขณะที่อันดับ 3 คือ ไทยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 36%

นายคุโรดะ กล่าวว่า ทั้งนี้เมื่อถามว่ามีความต้องการให้ประเทศไทยมีข้อตกลงทางการค้า กับประเทศหรือกลุ่มประเทศใด นั้น ผู้ประกอบการญี่ปุ่นตอบเป็นอันดับที่ 1 คือ สหภาพยุโรป สัดส่วน 36% รองลงมาคือ ข้อตกลงความครอบคลุมและความก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก หรือ ซีพีทีพีพี 33% และสมาคมการค้าเสรียุโรป 31% ตามลำดับ

นายคุโรดะ กล่าวว่า ทั้งนี้ ทางเจโทร และหอการค้าญี่ปุ่นนั้น ไม่ได้มีการสอบถามผู้ประกอบการญี่ปุ่นในไทย เกี่ยวกับ ความเห็นเรื่องโครงการดิจิทัลวอลเล็ต โดยเกี่ยวกับในเรื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่ารัฐบาลจะทำออกมารูปแบบได้ ผู้ประกอบการญี่ปุ่นก็เชื่อว่าจะมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ขณะที่ เรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ ก็เช่นกัน ยังไม่มีการสอบถามความเห็นเรื่องดังกล่าว จึงยังไม่มีฟีคแบ็ก ที่เป็นรูปธรรม

“่ในการสำรวจครั้งนี้ไม่มีการสอบถามเกี่ยวแลนด์บริดจ์ จึงยังไม่มีคำตอบเกี่ยวกับเรื่งดังกล่าว อย่างไรก็ดี เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เยือนประเทศญี่ปุ่น และได้พูดคุยกับนักลงทุนเกี่ยวกับแลนด์บริดจ์ ก็มีนักลงทุนที่กำลังหาข้อมูลเพิ่มเติมในการพิจารณาการลงทุนในโครงการดังกล่าวบ้าง”นายคุโรดะ กล่าว