‘เอสเอ็มอี’ขอแรงหนุน6ด้าน
ปลดวิกฤตเหลื่อมล้ำดอกเบี้ย
ขีดความสามารถการแข่งขันในปัจจุบัน ภาระดอกเบี้ย ถือเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญ เพราะส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับผู้ประกอบการในเรื่องภาระต้นทุนทางธุรกิจ ประกอบกับรัฐบาลในหลายประเทศทยอยลงดอกเบี้ยแล้ว ทำให้มีเสียงสะท้อนว่าถึงเวลาที่ดอกเบี้ยเชิงนโยบายของไทย ลงได้หรือยัง
กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มเป็นหนึ่งที่สะท้อนถึงปัญหาและจี้รัฐให้ทบทวนเรื่องอัตราดอกเบี้ยมาโดยตลอด ซึ่งล่าสุด “แสงชัย ธีรกุลวาณิช” ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ย้ำถึงวิกฤตเหลื่อมล้ำดอกเบี้ย ที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและคนไทยกำลังเผชิญ ไว้ว่า
“ปัญหาของเศรษฐกิจฐานรากไทย หนึ่งในความเหลื่อมล้ำ คือ การเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำของเอสเอ็มอีและประชาชน ที่สะสมมายาวนาน ที่ทุกภาคส่วนจับตามองและส่งเสียงสะท้อนถึงภาคส่วนมาตลอด ประเทศไทยเราหมดยุคสมัยที่กลุ่มทุนใหญ่ ใช้ช่องว่างหรือสายสัมพันธ์ที่แฝงผลประโยชน์ร่วมกัน และผลักดันให้เอสเอ็มอีและประชาชนที่เป็นฐานของเศรษฐกิจประเทศจมอยู่กับกองภาระดอกเบี้ยสูง ยากจะลืมตาอ้าปากขยับฐานะความเป็นอยู่ จนต้องขนานนามให้ประเทศไทยแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่น แบบส่งต่อกันเป็นมรดกความจนได้ ที่ไม่เพียงแต่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ประเทศไทยมีประชากรวัยแรงงานที่มีพื้นฐานการศึกษาเพียงประถมศึกษาและต่ำกว่าถึง 15.7 ล้านคน หรือ 25% ของประชากรไทย หรือ 1 ใน 4 ของประชากรไทย
หากมองเนื้อในจีดีพีจะพบความเหลื่อมล้ำซ่อนอยู่ คือจีดีพีเอสเอ็มอี 35% ของจีดีพีประเทศ เทียบกับหลายประเทศในเอเชีย อาทิ จีน จีดีพีเอสเอ็มอี 60% ญี่ปุ่นจีดีพีเอสเอ็มอี 53% สิงคโปร์ 45% มาเลเซีย 38% เป็นต้น ขณะที่ประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจสหราชอาณาจักร จีดีพีเอสเอ็มอี 68% อิตาลี 64% เดนมาร์ก 60% เยอรมนี 48% และสหรัฐอเมริกา 44% ล้วนมีสัดส่วนจีดีพีเอสเอ็มอี สูงกว่าประเทศไทย
หากเจาะลึกไปในจีดีพีเอสเอ็มอีไทย พบว่า GDP Micro SME หรือรายย่อย มีสัดส่วนเพียง 3% ของจีดีพีทั้งประเทศ ขณะที่มีรายย่อยในสัดส่วนถึง 2.7 ล้านราย คิดเป็น 85% ของผู้ประกอบการทั้งประเทศ และจ้างงานกว่า 5.4 ล้านราย คิดเป็น 30% ของการจ้างงานประเทศ รวมกว่า 8.1 ล้านราย หากนำ GDP Micro SME มาเฉลี่ยด้วยจำนวนผู้ประกอบการรายย่อยและหารด้วย 12 เดือน พบว่ามีรายได้เฉลี่ยเพียง 15,000 บาทต่อราย เท่านั้น
ต้นตอของปัญหาความยากจนที่ประชาชนคนฐานรากเผชิญ คือ การเข้าถึงกลไกภาครัฐในการยกระดับองค์ความรู้ควบคู่แหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ ไม่ใช้ทฤษฎีเสี่ยงสูง ดอกเบี้ยสูงกับ Moral Hazard เช้า กลางวัน เย็น กับรายย่อยและประชาชนรายได้น้อย หากแต่การให้โอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำต้องร่วมกันกระจายโอกาสให้เข้าถึงตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจ เพื่อเศรษฐกิจไทยเติบโตแบบกระจายรายได้ทั่วถึง ไม่ใช่เติบโตแบบกระจุกตัวและประกาศจุดยืนองค์กรตน คือ ESG แต่ขยันทำธุรกิจกลืนกินรายเล็กรายย่อย บนความบอบช้ำของเศรษฐกิจฐานรากไทย
สัดส่วนหนี้ครัวเรือนประเทศไทยสูงถึงเกือบ 91% ของจีดีพีไทย ขณะที่หนี้ภาคธุรกิจสูงตามมาติดๆ ถึง 87% ของจีดีพี และมีความเสี่ยงต่อการเป็นหนี้ที่ด้อยคุณภาพส่งผลกระทบต่อการเกิดหนี้เสีย และหนี้นอกระบบในวงกว้าง การเข้าถึงแหล่งทุนการประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ทั้งที่สาเหตุมาจากเงินทุนหมุนเวียนของกิจการไม่เพียงพอ การต้องสำรองทุนหมุนเวียนซื้อวัตถุดิบ จ้างงาน และเพื่อเครดิตเทอมที่ยาวนานมากกว่า 60 วัน หรือบางราย 180 วัน และจากข้อมูล ธปท.ระบุสัดส่วนสินเชื่อเพื่อธุรกิจ 18% ของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนทั้งหมด สัดส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลอื่นๆ 19% ของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนทั้งหมด และสัดส่วนบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลภายใต้กำกับ 8% ของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนทั้งหมด
ซึ่งชวนช่วยกันคิดต่อว่าเราจะทบทวน ปรับเปลี่ยน ทำให้ดีกว่าเดิมเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างไรให้เกิดความยั่งยืนแบบเติบโตไปด้วยกัน ดังนี้
1.มาตรการส่งเสริมธนาคารรัฐ ธนาคารเฉพาะกิจ และ บสย. ให้เกิดการ Refinance ดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนระยะยาวจากเอสเอ็มอีและประชาชนที่แบกรับภาระดอกเบี้ยสูงเกินกำลัง รวมทั้งสัญญาเดิมกับธนาคารที่มีหลักประกันอยู่หากไม่เป็นมาตรฐาน และเป็นธรรมต้องดำเนินการให้ความเป็นธรรมและมีบทลงโทษ เพื่อไม่ให้ทำสัญญาที่เอาเปรียบลูกค้าจนเป็นเรื่องปกติ
2.มาตรการส่งเสริมการ e-factoring ที่ ธปท.ดำเนินการควรให้ความสำคัญส่งเสริมสภาพคล่องระยะสั้นกับเอสเอ็มอี สามารถเข้าถึงสะดวก รวดเร็ว มีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำ และต้องมีนวัตกรรมทางการเงินเพื่อผู้ประกอบการรายย่อยในการเข้าถึงเพิ่มสภาพคล่อง อาทิ Micro SME Wallet หรือกระเป๋าตังค์รายย่อย โดยนำแพลตฟอร์มเป๋าตังมาประยุกต์ใช้ให้วงเงิน (Micro OD) กับรายย่อย โดยให้รายย่อยดำเนินธุรกรรมผ่านแอพพ์ทั้งซื้อและขาย เพื่อให้สามารถนำข้อมูลกระแสการไหลเวียนเงินสด และการค้าของรายย่อยมาจัดระดับเครดิตสกอริ่งทางการเงินและไม่ใช่ทางการเงินได้ด้วย ไม่เป็นภาระทางการเงินในอัตราดอกเบี้ย ทั้งก้อนและสามารถนำ บสย.ช่วยค้ำประกัน ช่วยแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบในระดับหนึ่ง
3.ธปท.ต้องกำหนดเพดานดอกเบี้ยความเสี่ยงของธนาคาร สถาบันการเงินต่างๆ ที่มีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ น่าเชื่อถือ ไม่ก่อให้เกิดการเอาเปรียบลูกค้าที่เป็นเอสเอ็มอีและประชาชน ซึ่งตามปกติหลักประกันของผู้ขอสินเชื่อที่มีมากกว่าวงเงินที่ขอไป หรือการใช้ บสย.บางส่วน หรือทั้งหมด ต้องพิจารณาอัตราดอกเบี้ยความเสี่ยงที่ต่ำลงอย่างมีมาตรฐาน และการกำหนดให้ทำประกันชีวิตผู้ขอสินเชื่อโดยอ้างมีส่วนลด และให้สามารถเอาเบี้ยประกันไปรวมในการขอสินเชื่อได้จะต้องมีมาตรฐานในการลดดอกเบี้ยที่เป็นธรรมในการลดความความเสี่ยงจากการเสียชีวิตของผู้เอาประกัน รวมทั้งต้องทบทวนการทำประกันแบบตลอดสัญญา หากมีการ Refinance ผู้เอาประกันจะต้องสามารถใช้ประกันเดิมได้ ไม่ต้องทำประกันใหม่ ไม่เป็นภาระกับผู้เอาประกัน
4.บสย.ที่มีบทบาทในการค้ำประกันสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีที่ขาดโอกาสเข้าถึงสินเชื่อแหล่งทุนต้นทุนต่ำ ควรปรับเป้าหมายมุ่งเป้าให้มาส่งเสริมและสนับสนุนการค้ำประกันสินเชื่อกับธนาคารรัฐ ธนาคารเฉพาะกิจ กองทุน สสว. กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ในส่วนการค้ำประกันสินเชื่อกองทุนต่างๆ ต้องปรับแก้กฎหมายเพิ่มเติมให้รองรับมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อรูปแบบต่างๆ ที่มีต้นทุนต่ำและเหมาะสมขึ้น
5.กระทรวงการคลังต้องทบทวนเพดานอัตราดอกเบี้ยพิโกไฟแนนซ์ที่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมกับรายย่อย คือ การกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยของพิโกไฟแนนซ์สูงถึง 28-33% ต่อปี ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลมีอัตราดอกเบี้ยรวมไม่เกิน 25% ต่อปี ขณะที่บัตรเครดิตอัตราดอกเบี้ย 16% ต่อปี ควรปรับอัตราดอกเบี้ยให้อยูที่ 16% อยู่ในระดับเดียวกันกับบัตรเครดิตหรือไม่ อีกทั้งนิยามการขอสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์แบบไม่มีหลักประกันยังรวมการวางโฉนดที่ดินและจำนำทะเบียนรถไว้ด้วย ควรต้องรวมไว้ในแบบมีหลักประกันจึงจะถูกต้องเหมาะสม เนื่องจากแบบมีหลักประกันต้องมีดอกเบี้ยถูกกว่าแบบไม่มีหลักประกันแต่การคิดอัตราดอกเบี้ยพิโกไฟแนนซ์ วงเงิน 50,001-100,000 บาท ทั้งแบบมีหลักประกันและไม่มีหลักประกันเพดานอัตราดอกเบี้ยเท่ากัน คือ ไม่เกิน 28% ต่อปี
6.การพัฒนาผู้ประกอบการที่จะเข้าขอสินเชื่อ หรือบริการทางการเงินต่างๆ ของธนาคารรัฐ ธนาคารเฉพาะกิจและกองทุนทางการเงินต่างๆ เพื่อเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการต้องได้รับการบ่มเพาะให้เกิดการเรียนรู้ก่อน ทั้งการอบรม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินธุรกิจ 4 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจพอเพียง ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และด้านเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งจะนำเอสเอ็มอีไทยไปสู่ความยั่งยืน”

