หน้าแรก เศรษฐกิจ บี.กริม ดันธุ...

บี.กริม ดันธุรกิจยาอันดับ 1 ปี 73 อัด 4.1 แสนล้านลุย 6 ธุรกิจในมือ

31.01.24 | 11:58 น.

บี.กริม ดันธุรกิจยาอันดับ 1 ปี 73 อัดเงินลงทุน 4.1 แสนล้านลุย 6 ธุรกิจในมือ

นายนพเดช กรรณสูต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานการลงทุน นวัตกรรม และความยั่งยืนและสายงานธุรกิจในประเทศไทยและมาเลเซีย บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่าภายในปี 2567 – 2573 บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ที่ 410,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นงบลงทุนตามสัดส่วนการถือหุ้น 68,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินงานในยุทธศาสตร์ระยะยาว “GreenLeap – Global and Green” โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่า 50% ในปี 2573 และตั้งเป้าขยายการลงทุนในส่วนของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมไปถึง 10,000 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะมีการออกหุ้นกู้เพิ่มเติมอยู่ประมาณ 15,000 ล้านบาท

“ในปี 2567 นี้จะแบ่งสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 10,000 – 15,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในกลุ่มพลังงาน โดยคาดว่าจะมีโครงการโรงไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(PPA) อยู่ที่ประมาณ 600-800 เมกะวัตต์ และมีโครงการโรงไฟฟ้าที่คาดว่าจะมีการขายเชิงพาณิชย์(COD) ประมาณ 300 เมกะวัตต์ และตั้งเป้าว่าจะสามารถทำกำไรได้ 10-15% ภายในปีนี้”นายนพเดช กล่าว

นายนพเดช กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีการได้รับสิทธิ์เป็นผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติ(แอลเอ็นจี) หรือ ชิปเปอร์ อีกรายของประเทศนั้น คากว่าในปี 67 นี้จะเริ่มมีการนำเข้าแอลเอ็นจีเพื่อนำมาใช้กับโรงไฟฟ้าของบี.กริม 23 แห่งก่อน ประมาณ 4 – 5 คาร์โก ๆ ละ 50,000-70,000 ตัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ค้าในกลุ่มประเทศสหรัฐฯและแถบแอฟริกา และคาดว่าจะสามารถนำเข้าได้ในช่วงครึ่งปีหลัง โดยปัจจุบันยังรอความชัดเจนของการกำหนดราคาและกฎเกณฑ์การนำเข้าแอลเอ็นจีจาก บมจ.ปตท. ในฐานะ Pool manager

ด้าน นายกิตติศักดิ์ ดำรงธนานุรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ BGRIM กล่าวว่าหน่วยธุรกิจ บี.กริม ฟาร์มา เป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจ ที่ บี.กริม ให้ความสำคัญมาโดยตลอด และนำกลับมาพัฒนาในปี 2565 ซึ่งปัจจุบันยอดขายยา เวชสำอาง และอาหารเสริมของบี.กริม ฟาร์มา เป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย มีสินค้าประเทศยาอยู่ที่ 450 ตัว เวชสำอาง 50 ตัว และอาหารเสริมกว่า 110 ตัว นอกจากนี้ยังสามารถเข้าถึงผู้ป่วยได้กว่า 3 ล้านคน และในปี 2566 นั้นสามารถทำรายได้ ได้กว่า 3,300 ล้านบาท โดยมาจาก 4 กลุ่มยาหลักได้แก่ กลุ่มยารักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด กลุ่มยารักษาโรคระบบประสาทและจิตเวช กลุ่มยารักษาโรคกระดูกและกล้ามเนื้อ และกลุ่มยารักษาโรคระบบทางเดินอาหาร

Advertisement

“เราตั้งเป้าให้บี.กริม ฟาร์มาขึ้นเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยให้ได้ภายในปี 2573 โดยคาดว่าจะสร้างยอด 6,600 ล้านบาท และสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ป่วยได้กว่า 4.5 ล้านคน โดยโอกาสของบริษัทนั้น ต้องยอมรับว่าจำนวนผู้ป่วยและผู้สูงอายุในประเทศไทยนั้นมีมากขึ้น และ 2 โรคสำคัญที่เกิดการแพร่กระจายไปสู่คนนั่นคือโรคเบาหวาน และมะเร็ง ส่งผลให้ตลาดยาในประเทศไทยนั้นเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดนในปี 2566 นั้นมูลค่ารวมตลาดอยู่ที่ 178 ล้านบาทและเติบโตปีละ 5% มาตลอด รวมถึงอีกหนึ่งโอกาสของบริษัทคือสิทธิบัตรยาหลายตัวกำลังหมดอายุซึ่งบริษัทสามารถเข้าไปขอสิทธิบัตรและทำการผลิตเพื่อนำขายสู่ตลาดได้”นายกิตติศักดิ์ กล่าว