มิตซูฯจัด ‘เอ็กซ์แพนเดอร์’ 2 รุ่นใหม่ ราคาเดิม ‘ฟูลไฮบริด’ เงียบสงบ ตัดจบตลาดรถครอบครัว
เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) เปิดตัวรถยนต์ระบบขับเคลื่อน ฟูลไฮบริด ใหม่ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ครั้งแรกของโลก เป็นครั้งแรกของรถยนต์ครอบครัว 7 ที่นั่งขนาดเล็กในไทย มาพร้อมกับระบบฟูลไฮบริด ผสานการทำงานระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ ผลิตขึ้นในไทย โดยบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ณ โรงงานผลิตรถยนต์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง
รถยนต์เอ็กซ์แพนเดอร์ ใช้งานแบบรถครอบครัวเอนกประสงค์ 7 ที่นั่งเปิดตัวครั้งแรกในอินโดนีเซียเมื่อปี 2560 ก่อนขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียน ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และตลาดอื่นๆ ทั่วโลก ขณะที่ รถยนต์เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เปิดตัวตามมาในปี 2562

ยานยนต์ตระกูลเอ็กซ์แพนเดอร์ นับเป็นยนตรกรรมรุ่นสำคัญในเชิงกลยุทธ์ระดับโลกของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ขับเคลื่อนการเติบโตให้กับบริษัทฯ ด้วยยอดขายรวมกว่า 130,000 คัน1 ทั่วโลก ในปีงบประมาณ 2565 เป็นรุ่นที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 3 ต่อจากมิตซูบิชิ ไทรทัน และมิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ มียอดขายสะสมรวมสูงกว่า 650,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรก และเฉพาะในประเทศไทย ยานยนต์ตระกูลเอ็กซ์แพนเดอร์ มียอดขายสะสมรวมสูงกว่า 64,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อสิงหาคม 2561

รถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดรุ่นใหม่ทั้งสองรุ่นนี้ ผสานระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและเทคโนโลยีระบบควบคุมการขับเคลื่อน เป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส พัฒนาใหม่ด้วยการต่อยอดจากระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs)
นอกจากนี้ ยังมีระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) ทำงานผสานกับเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ เพื่อมอบความปลอดภัยและความมั่นใจในการขับขี่ พร้อมโหมดการขับขี่หลากหลาย เพื่อช่วยเสริมสมรรถนะการเกาะถนน และช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างง่าย คล่องตัว สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่เป็น EV Priority ได้ตามต้องการ เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ อาทิ ต้องการเดินทางอย่างเงียบสงบ หรือเคลื่อนตัวได้โดยไม่สร้างเสียงรบกวนในหมู่บ้านยามเช้า

ไฮไลท์สำคัญ: Mitsubishi e:MOTION ผสานการทำงานอย่างสมบูรณ์ของ 3 เทคโนโลยีจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้แก่
ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด (HEV System) มอบการขับขี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และน่าตื่นเต้นเร้าใจ ให้ความคล่องตัว ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจากระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ซึ่งได้รับการถ่ายทอดและพัฒนามาจากความสำเร็จของระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs)

โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) พัฒนาขึ้นใหม่ ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่ ได้ตามต้องการ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ปลอดภัย มั่นใจได้ในทุกเส้นทาง ลุยได้ในทุกสภาพถนน
ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส มอบการขับขี่ที่ปลอดภัยและมั่นใจ ควบคุมรถได้อย่างคล่องตัวโดยเฉพาะขณะเข้าโค้ง ภาพรวมผลิตภัณฑ์ (สเปกรถยนต์ที่จำหน่ายในประเทศไทย)

ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด เอชอีวี พัฒนาขึ้นใหม่ ประกอบด้วยรูปแบบการขับขี่แบบ EV (พลังงานไฟฟ้า 100%) รูปแบบการขับขี่แบบไฮบริด และระบบชาร์จไฟกลับขณะเบรกหรือ Regenerative Braking โดดเด่นด้านอัตราประหยัดน้ำมัน สามารถปรับเข้าสู่รูปแบบการขับขี่ที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดได้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์การขับขี่ และพลังงานคงเหลือในแบตเตอรี่ ณ ขณะนั้น
เมื่อเริ่มออกตัว และขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ตัวรถจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว เป็นรูปแบบการขับขี่แบบ EV (พลังงานไฟฟ้า 100%) ทำให้สามารถขับขี่ด้วยด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ จากนั้นขณะขับขึ้นเนินลาดชันหรือขณะเร่งความเร็ว ระบบจะเปลี่ยนสู่การขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริด ใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าได้รับการปั่นไฟฟ้าให้เกิดพลังงานจากเครื่องยนต์

เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง ตัวรถจะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ มีมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยเสริมกำลังขับเคลื่อน เนื่องจากเครื่องยนต์เริ่มทำงานอย่างนุ่มนวล ไม่กระชาก ขณะชะลอความเร็ว ตัวรถจะเข้าสู่รูปแบบ Regenerative Braking เป็นระบบชาร์จไฟกลับขณะเบรก จึงสร้างพลังงานไฟฟ้าเพื่อเก็บสำรองพลังงานไว้ในแบตเตอรี่
ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ได้รับการถ่ายทอดและพัฒนามาจากความสำเร็จของระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs)
จึงมอบการขับขี่ที่เงียบ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในแบบของรถยนต์ไฟฟ้าโดยไม่ต้องพึ่งน้ำมันเชื้อเพลิง ปราศจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไปพร้อมกับการมอบการขับขี่ที่สะดวกสบายในแบบของรถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ทางไกล

โดยไม่ต้องกังวลถึงพลังงานคงเหลือในแบตเตอรี่ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด มอบอัตราเร่งทรงพลัง ไหลลื่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 85 กิโลวัตต์ พร้อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าผสานการทำงานกับเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร MIVEC มีแบตเตอรี่ขับเคลื่อนพัฒนาสำหรับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงและแบตเตอรี่ตอบสนองต่อแรงบิด 255 นิวตันเมตรได้รวดเร็วเมื่อออกตัว
เครื่องยนต์เบนซินพัฒนาใหม่ขนาด 1.6 ลิตร DOHC MIVEC 16 วาล์ว4 มีอัตราส่วนการขยายตัวสูง (วงจร Atkinson) มีประสิทธิภาพการเผาไหม้สูงกว่าด้วยการติดตั้งปั๊มน้ำไฟฟ้าเป็นครั้งแรกในเครื่องยนต์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส พร้อมคอมเพรสเซอร์แอร์ไฟฟ้าเพื่อลดการสูญเสียทางกล ช่วยเสริมให้อัตราประหยัดน้ำมันของเครื่องยนต์ดีขึ้น กว่าเดิมราวร้อยละ 34 สำหรับการขับขี่ในเมือง และให้อัตราประหยัดน้ำมันดีขึ้นกว่าเดิมราวร้อยละ 15 สำหรับการขับขี่ในเมืองและนอกเมือง เมื่อดำเนินการทดสอบตามมาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าแบบ NEDC
ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้โหมดการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) 2 โหมด ได้ทุกเมื่อ ประกอบด้วย EV Priority Mode ขับเคลื่อนรถด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่ โดยปราศจากการทำงานของเครื่องยนต์ โหมดนี้ทำงานเงียบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยให้ผู้ขับขี่หมดกังวลเสียงรบกวนเมื่อขับขี่ในหมู่บ้านยามเช้า หากพลังงานแบตเตอรี่เหลือน้อย สามารถปรับเข้าสู่ Charge Mode เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ได้ทุกเวลา ทั้งขณะตัวรถกำลังเคลื่อนที่หรือขณะหยุดนิ่ง เพื่อให้สามารถกลับมาสนุกกับการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าได้อีกครั้ง

โหมดการขับขี่อีก 5 รูปแบบ มอบสมรรถนะสูงสุดการขับขี่และการควบคุมตัวรถตอบสนองได้แม่นยำบนพื้นผิวถนนที่มีสภาวะแตกต่างหลากหลายตามภูมิประเทศและภูมิอากาศ โดยพัฒนาระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้าให้ดีกว่ารุ่นเดิม ผสานกับระบบควบคุมการขับขี่ต่างๆ ทั้งระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) เทคโนโลยีเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ เป็นการควบคุมแรงเบรกระหว่างล้อหน้าด้านซ้ายและด้านขวาให้เหมาะกับการขับขี่ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (Traction Control System: TCL) ช่วยตรวจจับอาการลื่นไถลของล้อหน้าและควบคุมพละกำลังการขับเคลื่อน ระบบควบคุมอัตราเร่ง (Acceleration Control) ช่วยปรับกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ให้ทำงานสอดประสานอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อกดคันเร่ง และระบบควบคุมน้ำหนักพวงมาลัย (Steering Control) ช่วยปรับน้ำหนักของพวงมาลัยให้ตอบสนองได้ดั่งใจตามความเร็วและสภาพพื้นผิวถนน
มีรายละเอียดดังนี้
Normal Mode โหมดสมดุลและเหมาะสมที่สุดสำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน
Wet Mode เหมาะสำหรับขับบนถนนเปียกลื่น ช่วยป้องกันการลื่นไถล ให้การควบคุมที่มั่นใจและเกาะถนนดีแม้ขณะฝนตกหนัก
Gravel Mode เหมาะสำหรับการขับบนทางทางลูกรัง เพิ่มเสถียรภาพการขับบนพื้นผิวถนนลื่นและขรุขระ
Tarmac Mode เหมาะกับการขับบนถนนลาดยาง ให้พละกำลังและการควบคุมการขับขี่คล่องตัว มั่นใจได้แม้บนถนนคดเคี้ยว
Mud Mode ทางโคลน เพิ่มการตอบสนองและการควบคุมทรงพลังบนถนนดินโคลนสมบุกสมบัน
ภายในห้องโดยสาร หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว เพื่อการแสดงข้อมูลหลากหลายใช้งานง่ายขึ้น จะแสดงข้อมูลสำคัญเพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด อาทิ แสดงรูปแบบการขับขี่เปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์การขับขี่และอัตราเร่ง รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงาน อัตราการประหยัดพลังงานเมื่อขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) ระดับพลังงานคงเหลือในแบตเตอรี่ และข้อมูลอื่น ๆ
เมื่อเปลี่ยนโหมดการขับขี่ จะแสดงภาพกราฟฟิกกลางหน้าจอเพื่อแจ้งโหมดการขับขี่กำลังทำงานชัดเจน เพื่อให้ผู้ขับเลือกเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้ง่ายและสะดวกขึ้น ผู้ขับขี่ยังเลือกการแสดงผลหน้าจอได้ตามความต้องการ ระหว่าง แบบ Enhanced Mode ล้ำสมัย หรือแบบ Classic Mode ถอดแบบมาจากมาตรวัดระบบอนาล็อก
รถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ให้ความสำคัญกับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าในแบบรถยนต์ไฟฟ้า จึงมุ่งเน้นการขับขี่ที่เงียบสงบ ผ่อนคลาย เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ด้วยการเพิ่มวัสดุกันเสียงและดูดซับเสียงรบกวนจุดสำคัญต่างๆ ทั่วตัวรถ เสริมความเงียบสงบภายในห้องโดยสาร ไม่เพียงขณะขับขี่ในรูปแบบ EV แต่รวมถึงขณะเครื่องยนต์ทำงาน ทั้งขณะเร่งความเร็วหรือขับด้วยความเร็วสูง ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกผ่อนคลายเพลิดเพลินกับการพูดคุย โดยปราศจากเสียงรบกวน ดีไซน์หัวเกียร์ใหม่แบบ Electric Shift มาพร้อมเทคโนโลยีระบบเกียร์ไฟฟ้า (Shift-by-Wire) ทันสมัย สะดวกสบาย ใช้งานง่าย
เพื่อรองรับระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ชุดแบตเตอรี่ขับเคลื่อนจึงติดตั้งไว้ใต้พื้นบริเวณเบาะนั่งคู่หน้า เพื่อให้รถยนต์ตระกูลเอ็กซ์แพนเดอร์มีพื้นที่ห้องโดยสารกว้าง เบาะนั่ง 3 แถว รองรับผู้โดยสาร 7 ที่นั่ง ห้องเครื่องยนต์และบริเวณรอบชุดแบตเตอรี่พัฒนาใหม่ ชุดแบตเตอปกป้องด้วยคานรับด้านหน้าและคานขวางด้านหน้า เพื่อเพิ่มความแข็งแรงทนทานของตัวถัง พร้อมด้วยพัฒนาช่วงล่างและระบบกันสะเทือนใหม่ทั้งหมดเป็นพิเศษ เพื่อให้รถยนต์ไฮบริดรุ่นนี้มีเสถียรภาพการขับดีขึ้น ประสิทธิภาพของระบบเบรกปรับปรุงใหม่ เพื่อให้ตอบสนองดีขึ้นด้วยดิสก์เบรกครบทั้ง 4 ล้อ

ภายนอกตัวรถ โลโก้ “HEV” ที่กระจังหน้าและฝาประตูท้าย พร้อมด้วยโลโก้ “HYBRID EV” ที่ประตูหน้า ตกแต่งด้วยเส้นสายสีน้ำเงินที่กันชนหน้า กาบข้างประตู กันชนหลัง และล้ออัลลอยแบบทูโทนทั้ง 4 ล้อ
สีตัวถังมีให้เลือกหลากหลาย มาพร้อมด้วยสีใหม่ล่าสุดเพิ่มจากรุ่นก่อน คือ สีขาว White Diamond เพื่อสะท้อนความพรีเมียม และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดูสะอาดตาของรถไฟฟ้า และยังมี สีเงิน Blade Silver Metallic สีเทา Graphite Gray Metallic และสีดำ Jet Black Mica รวมถึงสีเขียว Green Bronze Metallic สีพิเศษเฉพาะของรุ่น เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี
ในโอกาสเฉลิมฉลองการเปิดตัวใหม่นี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส พร้อมมอบราคาพิเศษช่วงแนะนำ ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 7 เมษายน 2567 เพื่อเป็นของขวัญให้กับลูกค้า มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี ใหม่ มีราคาจำหน่ายช่วงแนะนำเริ่มต้นที่ 912,000 บาท ขณะที่ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ ราคาช่วงแนะนำเริ่มต้น 946,000 บาท ราคาเท่ากับรุ่นเครื่องยนต์สันดาปในปัจจุบัน หลังจากช่วงเวลาพิเศษ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี ใหม่ จะมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 933,000 บาท และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ มีราคา 961,000 บาท


