ขีดแข่งขันอุตฯไทยดิ่งหนัก พิมพ์ภัทรา สั่งรื้อโครงสร้าง มุ่ง 4 กลุ่มฮอตโลกช้อป
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ นางวรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า จากการศึกษาข้อมูลความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมของไทย เทียบกับ 5 ประเทศหลักในอาเซียน ทั้งมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ระหว่างปี 2560-64 พบว่า ไทยมีขีดแข่งกันแย่ที่สุด โดยเฉลี่ย 5 ปี ติดลบ 1% ขณะที่มาเลเซียเติบโต 2% เวียดนามเติบโต 4% อินโดนีเซีย 0% และฟิลิปปินส์ ติดลบ 1% แม้ไทยติดลบเท่าฟิลิปปินส์ แต่อุตสาหกรรมไทยมีศักยภาพสูงกว่าและพัฒนามานานกว่า จึงแสดงให้เห็นว่าศักยภาพการผลิตของไทยกำลังลดลง
นางวรวรรณกล่าวว่า นอกจากนี้เฉพาะปี 2566 เมื่อเปรียบเทียบดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) กับ 5 ประเทศหลักในอาเซียน ยังพบว่าเอ็มพีไอของไทยในภาพรวมลดลงมากที่สุด เฉพาะเดือนธันวาคม ติดลบ 6.27% ขณะที่มาเลเซียเฉพาะเดือนพฤศจิกายน 2566 เติบโต 0.6% เวียดนามเฉพาะเดือนธันวาคม 2566 เติบโต 7.6% อินโดนีเซียเฉพาะเดือนกันยายน 2566 ลดลง 1.89% และฟิลิปปินส์เฉพาะเดือนพฤศจิกายน 2566 เติบโต 1.9%
“สถานการณ์การผลิตของไทยขณะนี้น่าเป็นห่วง ที่เรื่องนี้รัฐบาลชุดที่ผ่านมามีความพยายามจะปรับโครงสร้าง เดินหน้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ แต่ภาพการไปสู่จุดนั้นไม่ปะติดปะต่อกันเท่าไหร่ โดยปัญหาของไทยคือการผลิตสินค้าไม่ตรงตามความต้องการตลาด ควรมุ่งเน้นสินค้าที่โลกต้องการ โดยเฉพาะสินค้ากรีน ลดคาร์บอน และควรมุ่งเน้นผลิตสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มมากกว่าสินค้าพื้นฐานแปรรูปขั้นต้นที่มีมูลค่าน้อย ปัจจุบันสินค้าที่โลกมีความต้องการและมูลค่าสูง แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือ 1.กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 2.กลุ่มยาและวัคซีน 3.กลุ่มยานพาหนะ และ 4.กล่มสินค้าเกษตร” นางวรวรรณกล่าว
นางวรวรรณกล่าวว่า ประเด็นนี้ น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แสดงความเป็นห่วง และสั่งการให้ สศอ.เร่งจัดข้อมูลข้อสรุปเพื่อเดินหน้าแผนการปฏิรูปอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ เพื่อยกระดับขีดแข่งอุตสาหกรรมไทยให้กลับมาแข็งแรงโดยเร็ว คาดว่าเมื่อจัดทำเสร็จ น.ส.พิมพ์ภัทรา จะเสนอ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป โดยแผนยกระดับขีดแข่งขันไทยจะต้องอาศัยความ ร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน เบื้องต้น สศอ.จะเร่งแผนย่อยคือ การเร่งให้ผู้ประกอบการไทยผลิตสินค้ากรีน เพราะเป็นโจทย์สำคัญของโลก ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศสำคัญของโลกต่างนำมาใช้กีดกันทางการค้า โดย สศอ.จะสนับสนุนผู้ประกอบการมีกระบวนการผลิตที่เป็นกรีน ตลอดซัพพลายเชน ลดหรือเลิกการปล่อยคาร์บอน นอกจากนี้จะผลักดันให้มีการรีไซเคิลในภาคผลิตไทย เพื่อให้สินค้าถูกนำมาใช้ประโยชน์สูงสุด ลดขยะเป็นศูนย์
นางวรวรรณกล่าวด้วยว่า สำหรับปีนี้ คาดการณ์เอ็มพีไอ และผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ภาคอุตสาหกรรม จะขยายตัวระดับ 2-3% ยังไม่รวมนโยบายแจกเงินดิจิทัล เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณเฝ้าระวัง แม้มีสัญญาณฟ้นตัวจากปัจจัยภายในประเทศ แต่ต้องจับตาปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนสูงจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนการเงินโลก และเศรษฐกิจจีน

