นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป “ประตูเศรษฐกิจไทย” กำลังจะเปิดกว้างขึ้นแบบไม่เคยมีมาก่อนทั้งในแง่การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ผลพวงจากมาตรการ “วีซ่าฟรีถาวร” ที่ “รัฐบาลเศรษฐา” หวังใช้เป็นหมัดเด็ด กระตุ้นเศรษฐกิจ ปั๊มรายได้เข้าประเทศ นำร่อง “จีน” เป็นประเทศแรก
โดยเมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา ประเทศไทยและประเทศจีนได้ลงนามข้อตกลงระหว่างรัฐบาล มี นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย และ นายหวัง อี้ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านการต่างประเทศพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมลงนามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราซึ่งกันและกัน สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาและหนังสือเดินทางกึ่งราชการหรือวีซ่าฟรีถาวร ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มีนาคม 2567 นี้
⦁‘ไทย-จีน’ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน
สำหรับไทยและจีน ถือว่าเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ แน่นแฟ้น ร่วมกันมาอย่างยาวนาน สะท้อนจากการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างกัน โดยเฉพาะจีนที่ยกให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ
แม้ปี 2566 จะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการท่องเที่ยว แต่จากข้อมูลสถิติของกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา ยังเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2566 มีจำนวนกว่า 28 ล้านคน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว 1.2 ล้านล้านบาท โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซียกว่า 4.5 ล้านคน รองลงมาจีนกว่า 3.5 ล้านคน เกาหลีใต้กว่า 1.65 ล้านคน อินเดียกว่า 1.62 ล้านคน และรัสเซียกว่า 1.4 ล้านคน
ขณะที่สถิติล่าสุดตั้งแต่วันที่ 1-30 มกราคม 2567 มีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเที่ยวไทยเกิน 5 แสนคนแล้ว แซงขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของตลาดต่างชาติเที่ยวไทย จากเดิมที่วิ่งตีคู่มากับมาเลเซีย ชิงอันดับ 1 และ 2 กันแบบหายใจรดต้นคอมาตลอดปี 2566 และเป็นแรงส่งให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยสะสมกว่า 2.74 ล้านคน ภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือน ถ้าหากสามารถรักษาระดับนี้ไปได้อย่างต่อเนื่อง และไปสู่เป้าหมายจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาไทยแตะระดับ 32 ล้านคน ภายในปี 2567 ได้ไม่ยาก ไม่นับรวมไฮซีซั่น
⦁ยกไทยเป็นบ้านหลังที่2
ความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและจีนนั้น ถึงขั้นที่ชาวจีนมองไทยเป็นบ้านหลังที่สอง สะท้อนจากการเดินทางเข้ามาใช้ชีวิตท่องเที่ยว ซึ่งพบว่าคนจีนเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด เมื่อมาท่องเที่ยวยังมองหาซื้อที่อยู่อาศัย สะท้อนจากยอดโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2566 ชาวต่างชาติโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมในประเทศไทยประมาณ 10,703 ยูนิต ในจำนวนนี้เป็นคนจีนโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม 4,991 ยูนิต หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 47% ของจำนวนคอนโดมิเนียมที่โอนกรรมสิทธิ์โดยชาวต่างชาติ
ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แม่ทัพหญิงแกร่งหน่วยงานทำตลาดท่องเที่ยวไทย มองว่า การมีวีซ่าฟรีถาวรระหว่างไทยและจีนนั้น วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว การลงทุน การค้า และตอกย้ำพร้อมกระชับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ โดยผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านการต่างประเทศพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้กล่าวย้ำว่าไทยจีนเป็นเหมือนพี่น้องกัน รวมถึงในปี 2568 ยังเป็นวาระโอกาสอันดีที่ทั้งสองประเทศจะร่วมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทยและจีนอีกด้วย ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่จะยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศให้แนบแน่นมากขึ้นอีก
สิ่งที่ต้องตามดูกันต่อไป หลังจากประตูบานแรกเปิดแล้ว จะมีการคลี่ประตูบานถัดไป ที่จะสามารถเปิดกว้างมากกว่าเดิม เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการผลักดันการเจรจายกเว้นวีซ่าเชงเก้น ของสหภาพยุโรป ที่อนุญาตให้สมาชิกในกลุ่มสามารถเดินทางระหว่างกันโดยไม่ต้องถือหนังสือเดินทางในประเทศที่เป็นภาคีข้อตกลง ส่วนประชาชนจากประเทศนอกกลุ่มเชงเก้น โดยเฉพาะคนไทย สามารถเดินทางระหว่างประเทศเชงเก้นได้
โดยต้องขอใบอนุญาตเชงเก้น หรือเชงเก้นวีซ่า เพื่อเข้าประเทศในกลุ่มเชงเก้นได้ ซึ่งมีทั้งหมด 27 ประเทศ โดยเมื่อปี 2566 หนึ่งในประเทศเชงเก้นที่เข้ามาเที่ยวไทยมากที่สุด เป็นนักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน ที่เข้ามากว่า 700,000 คน นำภาพรวมประเทศในยุโรป นอกจากนี้ ยังเริ่มเจรจากับสหราชอาณาจักร รวมถึงมีนโยบายยกเว้นวีซ่าให้กับคาซัคสถาน ไต้หวัน อินเดีย ตลอดจนยกเว้นวีซ่านักธุรกิจญี่ปุ่นเป็นเวลา 30 วัน และเร่งให้วีซ่าระยะยาว เพื่อดึงดูดผู้มีทักษะสูงให้เข้ามาทำงานในไทย
รวมถึงการลงทุนที่จะตามมา หลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกาศจะร่วมลงทุนโครงการรถไฟไทย-จีน เพื่อดึงนักท่องเที่ยว เชื่อมการเดินทางระหว่างกัน ที่สำคัญสิ่งที่จะได้ต่อเนื่องคือ การดึงนักลงทุนจีน ที่จะเข้ามาลงทุนในไทย ยังมีโครงการเป้าหมายอย่างแลนด์บริดจ์ มูลค่า 1 ล้านล้านบาท นโยบายหลักของรัฐบาล และตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยมีความหวังจะได้อานิสงส์ ล้วนเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศโดยแท้
⦁วีซ่าฟรีถาวรดันจ้างงานพุ่ง
สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ได้พิจารณาแนวทางการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวปี 2567 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวคุณภาพสูง โดยส่งเสริมธุรกิจการจัดประชุมสัมมนาและการจัดนิทรรศการโดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเร่งด่วน 2 กิจกรรม ได้แก่ 1.การจัดกิจกรรมประชุมสัมมนา อีเวนต์ขนาดใหญ่ 2.การอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวกลุ่มไมซ์ ผ่านนโยบาย “One Ministry One Convention” หรือ 1 กระทรวง 1 งานสัมมนา
ในด้านซอฟต์พาวเวอร์ของไทย ก็สามารถผลักดันได้มากขึ้นอาทิ ในด้านภาพยนตร์ ท.ท.ช.ได้เห็นชอบการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ส่งเสริมให้ผู้สร้างภาพยนตร์ต่างประเทศจากทั่วโลกเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการถ่ายทำภาพยนตร์ ตลอดจนมอบกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาศึกษายุทธศาสตร์โดยครอบคลุมการจัดตั้งกองทุนภาพยนตร์ต่างประเทศและการพัฒนาทักษะแรงงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และได้เห็นชอบการส่งเสริมการจัดงานมหกรรมระดับนานาชาติ (World Events/Festival) โดยให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนผู้จัดงานมหกรรมเทศกาลในประเทศไทยในทุกมิติ
ทั้งรูปแบบเงินสนับสนุนและการอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยให้สำนักงบประมาณพิจารณาสนับสนุนงบประมาณ เพื่อส่งเสริมการจัดงานมหกรรมระดับนานาชาติในด้านต่างๆ และมอบหมายกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวก โดยปรับปรุงขั้นตอนการขอวีซ่าและการยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับผู้ประกอบการผู้จัดงานมหกรรมในระดับนานาชาติ และกลุ่มนักเดินทาง เพื่อเข้าร่วมมหกรรมระดับนานาชาติในประเทศไทย ตลอดจนให้สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเสนอประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการจัดงานมหกรรมระดับนานาชาติ
⦁เดินหน้าสู่เป้า 3.5 ล้านล้าน
ดังนั้น ปี 2567 ที่ต่างคาดหวังจะเป็นปีมังกรทะยานขึ้นฟ้า รัฐบาลมีเป้าหมายการสร้างรายได้รวมจากภาคการท่องเที่ยวไทย ทั้งตลาดต่างชาติและไทยเที่ยวไทย อยู่ที่ 3.5 ล้านล้านบาทแบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวน 35 ล้านคน สร้างรายได้ 2.3 ล้านล้านบาท และนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทยจำนวน 200 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ 1.2 ล้านล้านบาท แม้จะยอมรับว่าเป็นเป้าหมายที่มีความท้าทายสูงมาก แต่ก็พยายามเดินหน้าไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว ทั้งในส่วนหัวเรือใหญ่อย่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึง ททท. ที่เป็นหน่วยงานทำตลาดหลักด้วย
นอกจากวีซ่าระหว่างเชงเก้นแล้ว ยังมีวีซ่าไทยสามารถเที่ยวร่วมกับกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) และมาเลเซีย โดยการเปิดระตูแทบทุกบาน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกันมากถึงขนาดนี้ จะส่งเสริมการท่องเที่ยวได้มากน้อยอย่างไรในมุมมองของภาคเอกชนนั้น ละเอียด บุ้งศรีทอง ที่ปรึกษาสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) มองว่า ในภาพรวมหากเกิดขึ้นจริง มีผู้รับผิดชอบจริงระหว่างหน่วยงานภาครัฐในแต่ละประเทศร่วมกันได้ มองว่าน่าจะเป็นประโยชน์ได้ในการเที่ยวระหว่างกัน แต่ก็ยังมีปัจจัยท้าทายอยู่หลายเรื่อง เพราะแต่ละประเทศต้องการแข่งขันในเรื่องการท่องเที่ยว และไทยเป็นประเทศที่ได้เปรียบเรื่องการท่องเที่ยวในประเทศกลุ่ม CLMV และมาเลเซียมากกว่า จึงไม่มั่นใจว่าในเชิงนโยบายจริงๆ ประเทศอื่นจะเห็นพ้วงในการช่วยขับเคลื่อนจริงจังหรือไม่ เพราะทุกประเทศต้องการนักท่องเที่ยวต่างชาติ และทำการท่องเที่ยวแข่งขันกันอยู่แล้ว แต่หากสามารถเกิดขึ้นจริงได้ อานิสงส์เชิงบวกมีแน่นอน เพียงแต่แง่กระบวนการดำเนินงานที่อาจติดขัดจะแก้ไขอย่างไร เห็นผลช้ามากน้อยเท่าใดมากกว่า
เนื่องจากวีซ่าเชงเก้นนั้น มีการขอความชัดเจนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายในปี 2567 นี้หรือไม่ หรือต้องรอให้จนถึงกลางปี 2568 ตามที่มีการตั้งข้อสังเกตจากบางพรรคการเมืองหรือไม่นั้น ได้มีการระบุว่า ขณะนี้อยู่ในเป้าหมายต้องไปพูดคุยกับรัฐบาลอีกฝ่ายไม่สามารถกำหนดได้ และในประเทศกลุ่มยุโรปต้องให้ความเห็นชอบทุกประเทศ และที่ผ่านมาหลายประเทศในกลุ่มยุโรป มีแนวโน้มจะสนับสนุนในแนวทางดังกล่าวอยู่แล้ว แต่ทุกอย่างต้องเจรจาก่อน
ส่วนเอกชนผู้เชี่ยวชาญตลาดจีนเที่ยวไทย อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) มองว่า เป้าหมายตลาดนักท่องเที่ยวจีนทั้งปี 2567 ที่ตั้งไว้จำนวน 8 ล้านคน มีความเป็นไปได้มากขึ้นพอสมควร เพราะเดิมแอตต้าประเมินว่าปี 2567 จำนวน 6-7 ล้านคน สามารถเป็นไปได้แน่นอน แต่ 8 ล้านคน หากจะไปให้ถึงรัฐบาลยังต้องมีมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการในการทำตลาดร่วมกันมากขึ้น อาทิ การใช้งบประมาณสนับสนุนส่วนต่างกระตุ้นให้เกิดเที่ยวบินจากเมืองรองในจีนออกมาเที่ยวไทย เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมาย ทั้งการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา และกระจายไปยังเมืองรอง ทั้งจำนวนและรายได้ด้วย
จากแนวทางของรัฐบาล และมุมมองของภาคเอกชน คงต้องลุ้นกันว่า ท้ายที่สุดแล้ว ท่องเที่ยวไทยจะไปในทิศทางไหน?

