ม.หอการค้า เผย ใช้จ่ายตรุษจีนปี 67 คึกคัก เงินสะพัด 4.9 หมื่นล้านบาท มีแผนเที่ยวเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เท่าก่อนโควิด ด้านวาเลนไทน์ สะพัด 2,518 ล้านบาท ยังกังวลเรื่องเด็ก-เยาวชน ใช้ความรุนแรง ติดยา ถูกล่อลวง ประชาชน 38.3% ตอบหนี้ครัวเรือนปี 2567เพิ่มขึ้น
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า ผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายผู้บริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีนและวาเลนไทน์ ในปี 2567 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,300 ตัวอย่างทั่วประเทศ วันที่ 25-31 มกราคม 2567 ว่า สำหรับช่วงเทศกาลตรุษจีนมีความคึกคักกว่าปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด โดยมีมูลค่าสูงถึง 4.95 หมื่นล้านบาท และมีอัตราการขยายตัว 10.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี นับตั้งแต่ปี 2556 เนื่องจากฐานที่ต่ำในช่วงที่มีโควิดปี 2564-2566
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่าง 57.2% จะไหว้เจ้าและบรรพบุรุษ และอีก 42.8% ไม่ไหว้ จากปี 2566 ที่ตอบจะไหว้เจ้าตอบ 45.0% รวมถึงยังมีการวางแผนท่องเที่ยวมากขึ้น โดยมีผู้ตอบถึง 55.7% ส่วนใหญ่เที่ยวในประเทศ และไม่ไป 44.3% เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่ตอบไปเที่ยวเพียง 29.7% และไม่ไปสูงถึง 70.3%
สำหรับการใช้จ่ายส่วนใหญ่จะหมดไปกับการซื้อของเซ่นไหว้ ทำบุญ เที่ยวในประเทศ แต๊ะเอีย ไปทานข้าว-สังสรรค์ ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค-เสื้อผ้า-สินค้าฟุ่มเฟือย-สินค้าคงทน และเครื่องประดับ
นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่าง 40.3% บอกว่า ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เพราะราคาสินค้าแพงขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น แก้ชง ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐ รายได้เพิ่ม ธุรกิจได้กำไรมากขึ้น และได้โบนัสมากขึ้น ส่วน 33.7% บอกใช้จ่ายลดลง เพราะลดค่าใช้จ่าย รายได้ลด มีหนี้มากขึ้น เศรษฐกิจแย่ลง ตกงาน เสถียรภาพทางการเมือง ภัยธรรมชาติ และอีก 26.0% ใช้จ่ายเท่าเดิม โดยเน้นซื้อของจำเป็น ลดจำนวนชิ้น ลดคุณภาพ ใช้ของเหลือจากปีก่อน อย่างไรก็ตาม ในด้านเงินแต๊ะเอีย แม้เศรษฐกิจปัจจุบันยังฟื้นตัวไม่โดดเด่น แต่ส่วนใหญ่ยังคงให้แต๊ะเอียเหมือนเดิม
“ดังนั้น เป็นการฟื้นตัวที่ดีขึ้นหลังจากโควิด แต่คนยังมองว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่โดดเด่น รวมไปถึงราคาสินค้าเพิ่มขึ้น จึงมีผลต่อการจับจ่ายใช้สอยที่มีความระมัดระวัง ทำให้การขยายตัวยังน้อยกว่าในช่วงก่อนมีการแพร่ระบาดของโควิด คือ ปี 2558- 2563 มีการใช้จ่ายอยู่ 5-5.8 หมื่นล้านบาทต่อปี และยังเป็นช่วงที่มีการใช้สูงสุดเป็นอันดับสาม รองมาจ่าย เทศกาลปีใหม่ และสงกรานต์” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ส่วนผลสำรวจการใช้จ่ายช่วงวาเลนไทน์ พบว่า จะมีเงินสะพัด 2,518 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.4% จากปี 2566 ที่มีค่าใช้จ่าย 2,389 ล้านบาท ขณะที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน 2,125 ล้านบาท จากปี 2566 ที่ 1,847 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผลของการสำรวจย้อนหลัง 3 ปี พบความกังวลปัญหาเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นมาก โดยกังวลมากที่สุดคือ การใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ติดยาเสพติด ถูกล่องลวงทางโซเชียลมีเดีย รวมถึงเป็นโรคซึมเศร้า จากการอยู่คนเดียว จึงจำเป็นที่ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และครอบครัวต้องเร่งแก้ปัญหา เพราะจะเป็นปัญหาสังคมในระยะยาว ซึ่งน่าห่วงกว่าปัญหาเศรษฐกิจ ที่ในระยะยาวฟื้นตัวแน่นอน
“ผลสำรวจของทั้ง 2 โพล ทำให้เห็นว่า ปีนี้ เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่โดดเด่น ประชาชนยังระมัดระวังใช้จ่าย โดยยังฟื้นเป็นรูปตัวเค(K) แต่ยังเห็นการฟื้นตัว ถ้ารวมเงินสะพัดจากตรุษจีนปีนี้ กับรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าไทยในช่วงตรุษจีน ซึ่งตามสถิติจะเข้าไทยประมาณสัปดาห์ละ 8 แสนคน ก็น่าจะทำให้ช่วงตรุษจีนมีเงินสะพัดได้มากถึง 5.5 – 6 หมื่นบาท หรืออาจจะถึง 7 หมื่นล้านบาทได้” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวอรกว่า ขณะเดียวกัน ยังได้สอบถามเกี่ยวกับสถานภาพหนี้ครัวเรือนปี 2567 เทียบปี 2566 ซึ่งมากถึง 38.3% ตอบว่า หนี้เพิ่มขึ้น 39.3% ตอบว่าเท่าเดิม และ 22.3% ตอบว่าหนี้ลดลง
โดยผู้มีรายได้เดือนละ 5,000-10,000 บาท มีหนี้มากกว่ารายได้ ส่วนต่ำกว่า 5,000 บาทมีหนี้พอๆ กับรายได้ ซึ่งความเป็นอยู่แย่ลงมาก และมากกว่า 4 หมื่นบาทมีหนี้น้อยกว่ารายได้
อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบมองว่า มาตรการอีซี อี-รีซีท (Easy E-Reciept) จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ปานกลาง และมอวว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้ยังแย่มาก น่าจะดีขึ้นไตรมาส 4/67 ขณะที่การสำรวจผู้ประกอบการ พบว่า อีซี อี-รีซีท จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก และเศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะโตได้ต่ำกว่า 2.5%



