เมื่อ‘Game Changer’ ส่อง 5 แผนดูดลงทุนทั่วโลก หมัดเด็ด‘บีโอไอ’

6.02.24 | 13:39 น.

วันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มี “นายปานปรีย์ พหิทธานุกร” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานกรรมการ จะมีการประชุมนัดแรกของปี 2567 เพื่อพิจารณายุทธศาสตร์การทำงานของบีโอไอก่อนเดินหน้าดูดการลงทุนทั่วโลก พร้อมประเมินคำขอรับการลงทุนส่งเสริมการลงทุน หลังจากปี 2566 เซลส์แมนประเทศไทย “นายเศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำทีมโรดโชว์หลายประเทศเข้มข้นในช่วงเวลาไม่กี่เดือน แต่สร้างปรากฏการณ์นักลงทุนต่างจับตาประเทศไทยในฐานะหนึ่งในเป้าหมายการลงทุนของโลก

“นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์” เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ให้สัมภาษณ์ถึงแผนการทำงานของบีโอไอ ปี 2567 ว่า เบื้องต้นจะเน้นงาน 5 ด้านหลักๆ คือ 1.เดินหน้าดึงการลงทุนเชิงรุกในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 สาขา ได้แก่ บีซีจี (เกษตร อาหาร การแพทย์ พลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีชีวภาพ), ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี), อิเล็กทรอนิกส์, ดิจิทัล และกิจการสำนักงานภูมิภาค โดยในส่วนของอุตสาหกรรมอีวี บีโอไอยังรับผิดชอบในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) กำลังเตรียมวาระสำคัญเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหรรมอีวี ในระยะต่อไปร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ มาตรการสนับสนุนการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ เป็นต้น

2.การยกระดับสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ เพื่อสร้างขีดความสามารถในการดึงดูดการลงทุน ทั้งการร่วมผลักดันกลไกการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด การสนับสนุนการเร่งเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยและประเทศคู่ค้าสำคัญ การเตรียมพร้อมบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมถึงการยกระดับการให้บริการของภาครัฐ การแก้ไขปัญหาและอุปสรรคด้านการลงทุน 3.การดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากต่างประเทศ ให้เข้ามาอยู่อาศัยและทำงานในประเทศไทย ผ่านมาตรการ Long-term Resident Visa (LTR Visa) และการปรับปรุงการให้บริการของศูนย์บริการเซอร์วิสด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน ที่บีโอไอทำงานร่วมกับตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และกระทรวงแรงงาน

4.การเชื่อมโยงให้ผู้ประกอบการไทยได้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีบริษัทใหญ่ทยอยเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก เช่น อีวี และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งกำลังจะเป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในประเทศไทย จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในประเทศที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนและวัตถุดิบ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานมากที่สุด และ 5.การยกระดับผู้ประกอบการไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การส่งเสริมให้ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรมาใช้เครื่องจักรประหยัดพลังงาน ใช้พลังงานหมุนเวียน หรือปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ หรือนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพของกิจการ เป็นต้น

เลขานฤตม์ระบุว่า ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะเวลาสำคัญของการลงทุน เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ที่จะส่งผลต่อทิศทางการลงทุนโลก 3 ด้าน คือ 1.การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคเศรษฐกิจสีเขียวและสังคมคาร์บอนต่ำ มีบริษัทจำนวนมากที่ตั้งเป้าการใช้พลังงานสะอาด 100% หรือ RE100 ประเทศใดมีจุดแข็งเรื่องนี้ก็จะมีความได้เปรียบในการดึงดูดการลงทุน 2.การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีในหลายอุตสาหกรรม ทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ มากมาย และ 3.ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ และการแบ่งขั้วของประเทศต่างๆ เป็นตัวเร่งให้เกิดการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ เพื่อหาแหล่งลงทุนใหม่ที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง มีความมั่นคง ปลอดภัย ความเสี่ยงต่ำ และมีปัจจัยที่พร้อมสำหรับการลงทุน

Advertisement

สถานการณ์ทั้ง 3 ด้านนี้ ส่งผลบวกต่อการลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากไทยมีจุดแข็งและศักยภาพที่ตอบโจทย์ทิศทางของโลกและความต้องการของนักลงทุนอย่างน้อย 5 ด้าน ได้แก่ 1.โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพสูง ทั้งไฟฟ้าที่เสถียร นิคมและเขตอุตสาหกรรมที่มีมากกว่า 70 แห่งทั่วประเทศ ระบบโลจิสติกส์ ถนน ท่าเรือและสนามบินที่มีมาตรฐานโลก 2.ซัพพลายเชนที่ครบวงจรและแข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมากกว่า 2,000 ราย บริษัทชั้นนำต่างๆ สามารถเข้ามาตั้งโรงงานในไทยและใช้ประโยชน์จากซัพพลายเชนเหล่านี้ได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลามาสร้างฐานใหม่จากศูนย์

3.บุคลากรที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะวิศวกร ช่างเทคนิค และสายงานบริหารธุรกิจ ซึ่งบุคลากรไทยมีศักยภาพในการเรียนรู้และเป็นมิตรในการทำงานร่วมกับต่างชาติ อีกทั้งมีมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่พร้อมร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง รวมถึงการทำวิจัยและพัฒนา เช่น มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้า 3 แห่ง จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ มหิดล ม.บูรพา ม.เทคโนโลยีสุรนารี หรือสถาบัน VISTEC ที่ระยอง 4.พลังงานสะอาด ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีศักยภาพที่จะจัดหาพลังงานสะอาดอย่างเพียงพอให้กับภาคอุตสาหกรรม ขณะนี้กระทรวงพลังงานกำลังพัฒนากลไกใหม่ที่เรียกว่า Utility Green Tariff ซึ่งเป็นระบบที่เหมาะกับผู้ใช้ขนาดใหญ่ สามารถระบุแหล่งผลิตและจะมาพร้อมกับใบรับรองพลังงานสะอาด (REC) โดยภายในปี 2030 จะมีพลังงานสะอาดในระบบนี้มากถึงกว่า 13,000 MWh

5.สิทธิประโยชน์จูงใจจากบีโอไอ ทั้งด้านภาษีอากร ด้านการเงิน และด้านการอำนวยความสะดวก ซึ่งจะมีทั้งในรูปแบบมาตรการส่งเสริมรายอุตสาหกรรม รายพื้นที่ มาตรการพิเศษในด้านต่างๆ รวมทั้งการเจรจาสิทธิประโยชน์เป็นรายโครงการ และมาตรการสนับสนุนอื่นๆ จากหน่วยงานภาครัฐ และ 6.สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจและอยู่อาศัย ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็น Conflict-free Zone เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีชาวต่างชาติอยากเข้ามาท่องเที่ยวและอยู่อาศัยมากที่สุด เนื่องจากมีซอฟต์พาวเวอร์ที่โดดเด่นหลายด้าน ทั้งธรรมชาติที่สวยงาม อาหารไทย ศิลปวัฒนธรรม อีกทั้งมีโรงเรียนนานาชาติกว่า 200 แห่ง โรงพยาบาลที่มีมาตรฐานโลก JCI อีกกว่า 60 แห่ง มี Long-term Resident Visa (LTR Visa) และสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมายสำหรับการพำนักอาศัยของบุคลากรต่างชาติและครอบครัว

“บีโอไอตระหนักว่า ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะเวลาสำคัญที่จะต้องบุกดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเข้ามาช่วยสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยบอร์ดบีโอไอ ได้กำหนด 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่จะเป็นตัวกำหนดเกมใหม่ (Game Changer) และเป็นเป้าหมายสำหรับการดึงการลงทุนเชิงรุกใน 4 ปีข้างหน้า ได้แก่ 1.อุตสาหกรรม BCG 2.ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) 3.อิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 4.ดิจิทัลและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 5.ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ” เลขานฤตม์ทิ้งท้าย