หน้าแรก เศรษฐกิจ กนง. ยันไม่กด...

กนง. ยันไม่กดดันกระแสการเมือง-สังคม วิพากษ์หนัก ปมดอกเบี้ยขาขึ้น ลั่นรับฟังทุกความคิดเห็น

7.02.24 | 17:03 น.

กนง. รับไม่กดดัน การเมือง-กระแสสังคม วิพากษ์หนัก ปมดอกเบี้ยขาขึ้น ลั่นรับฟังทุกความคิดเห็น

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 ว่า คณะกรรมการฯ มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ต่อปี โดย 2 เสียง เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี

นายปิติ กล่าวว่า กนง.ประเมินเศรษฐกิจขยายตัวชะลอลงในช่วงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดจากแรงส่งจากภาคต่างประเทศที่น้อยลงและผลกระทบจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง แต่การบริโภคยังขยายตัวดีต่อเนื่อง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว กนง.ส่วนใหญ่จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้

ขณะที่กรรมการ 2 ท่าน เห็นว่าควรปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำลงจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง

“อย่างไรก็ตาม กนง.เห็นว่ายังมีความไม่แน่นอนสูงในระยะข้างหน้าจากปัจจัยวัฏจักรเศรษฐกิจและปัจจัยเชิงโครงสร้าง โดยการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้าจะพิจารณาให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ”นายปิติ กล่าว

Advertisement

นายปิติ กล่าวว่า จากแรงกดดันทางการเมืองมีผลต่อการดำเนินนโยบายของ กนง.หรือไม่นั้น ที่ผ่านมา มีการพูดคุยเรื่องอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปกติที่มีมุมมองหลายภาคส่วน และเป็นข้อมูลที่มีค่ามาก เพราะทำให้ กนง.มองปัจจัยหลากหลาย และควรจะพิจารณาประเด็นใดบ้าง โดยเป็นเรื่องปกติที่มีการดำเนินการในหลายประเทศด้วย ซึ่งผลที่ได้รับมีประโยชน์จากการแสดงความคิดเห็นเป็นวงกว้าง ทำให้แน่ใจว่า กนง.ไม่ได้ลืมอะไรไป

“รวมถึงมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยมีลักษณะพิเศษเฉพาะที่ส่งผลกระทบในหลายแง่มุม ซึ่งการพูดคุยที่มีมารวมถึงการถกเถียงที่เกิดขึ้นทำให้เกิดประโยชน์ต่อการพิจารณาของ กนง. ให้สามารถไตร่ตรองได้อย่างรอบคอบ”นายปิติ กล่าว

นายปิติ กล่าวว่า โดยปกติการพิจารณาของ กนง.ได้นำภาคการคลังมาพิจารณาและคำนึงถึงการดำเนินนโยบายควบคู่กันเสมอ ไม่เพียงแต่การกระตุ้นโดยรวม แต่ดูเรื่องมาตรการต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เช่น มาตรการลดค่าไฟฟ้าที่กระทบต่อเงินเฟ้อ ซึ่งที่ผ่านมา ช่วงโควิดภาคการเงินและภาคการคลังดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเต็มที่ เมื่อเศรษฐกิจฟื้น ทั้งภาคการเงินและการคลังค่อยๆ ถอยออดมา

“ขณะนี้มองไปข้างหน้าภาคการคลังเรื่องแรงฉุดในแง่การเปลี่ยนแปลงที่เทียบปีต่อปีก็น้อยลง หรือเป็นโหมดที่ถอยอยู่ เพราะเศรษฐกิจกำลังฟื้น และมาตรการต่างๆ อาจจะเข้ามาช่วยเสริมเศรษฐกิจในปีนี้หรือปีหน้าจะเป็นแรงบวกเพิ่มขึ้น ซึ่งมาตรการดิจิทัลวอลเล็ตเป็นมาตรการใหญ่ที่กระทบต่อเศรษฐกิจ แต่ต้องดูเงื่อนเวลาจะมาเมื่อไหร่และมารูปแบบไหน ซึ่งมาตรการนี้ก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดนโยบายทางการเงิน”นายปิติ กล่าว