หน้าแรก เศรษฐกิจ หอการค้าไทย-ก...

หอการค้าไทย-กัมพูชา ผนึกกำลังจัดสัมมนาธุรกิจ ผลักดันการค้า-ลงทุน ตั้งเป้า 1.5 หมื่นล้านเหรียญภายในปี 68

7.02.24 | 17:49 น.

หอการค้าไทย-กัมพูชา ผนึกกำลังจัดสัมมนาธุรกิจ ผลักดันการค้า-ลงทุน ตั้งเป้า 1.5 หมื่นล้านเหรียญภายในปี 68


เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับ หอการค้ากัมพูชา (Cambodia Chamber of Commerce) จัดงานสัมมนา “Cambodia-Thailand Business Forum 2024” โดยมี สมเด็จมหาบวร ธิบดี ฮุน มาเนต (His Excellency Samdech Moha Boror Thipadei HUN MANET) นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในโอกาสการเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานพร้อมกล่าวเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ ร่วมด้วย นายฮุน ซาเรือน เอกอัครราชทูต กัมพูชาประจำประเทศไทย, เนี้ยะออกญากิต เม้ง ประธานหอการค้ากัมพูชา, พลเอกวิชิต ยาทิพย์ นายกสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา และนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเข้าร่วมงานและกล่าวต้อนรับ

ภายในงานมีการเสวนาในหัวข้อ “Stengthen Trade and Investment Cocperation between Thailand and Cambodia” จากผู้แทนภาคเอกชนไทยพร้อมด้วยผู้แทนจากภาคเอกชนกัมพูชาร่วมบรรยายให้ข้อมูลและความรู้ในหัวข้อดังกล่าว เพื่อขับเคลื่อนและส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างไทย-กัมพูชา โดยนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้ไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการจัดงาน Business Forum ในวันนี้ โดยงานนี้ได้รับเกียรติจากสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต (His Excellency Samdech Moha Borvor Thipacei HUN MANET) นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา มาร่วมงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษให้กับภาคเอกชนไทยและกัมพูชา

Advertisement

โดยมีใจความสำคัญในเรื่องการสร้างความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างนักธุรกิจทั้งสองประเทศ การสัมมนาในวันนี้เป็นภาพสะท้อนความสัมพันธ์และความร่วมมืออันใกล้ชิดทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและกัมพูชา เพราะในงานนี้เต็มไปด้วยนักธุรกิจทั้งชาวไทยและกัมพูชามารวมตัวกัน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างกัน

“ในนามของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจึงถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งสำหรับการจัดงานวันนี้ และการจัดงานในครั้งนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งงานที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ในระดับประชาชนเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองประเทศ” นายสนั่น กล่าว

นายสนั่น กล่าวว่า ทั้งนี้ สภาหอการค้ามีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มปริมาณการค้าให้บรรลุเป้าหมาย 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2568 รวมไปถึงการพัฒนาการขนส่งสินค้าของทั้งสองประเทศการผลักดันการท่องเที่ยวและการเดินทางข้ามแดน ความร่วมมือทางด้านแรงงาน ความมั่นคงทางพลังงาน ตลอดจนความสัมพันธ์ระดับประชาชน ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแสะวิชาการ และแน่นอนว่าเพื่อความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน โดยการตั้งเป้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในประเทศและเป็นการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชนซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ

นายสนั่น กล่าวอีกว่า ขณะนี้กัมพูชามีข้อตกลงและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงการค้าทวิภาคี พหุภาคี และการไต้รับอัตราภาษีพิเศษสำหรับการนำเข้าไปยังตลาดสำคัญหลายแห่งในโลก ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของกัมพูชาในปี 2567 สูงกว่าปี 2566 แน่นอน จึงมองว่าไทยยังมีโอกาสอีกมากจากนโยบายที่เปิดกว้างของรัฐบาลกัมพูชา รวมถึงการสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน พร้อมกับช่องทางตลาดส่งออกในหลายประเทศที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขสิทธิพิเศษทางภาษี ทำให้กัมพูชาดึงดูดการลงทุนและส่งออกที่เพิ่มขึ้นโนอนาคต

นายสนั่น กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหอการค้ากัมพูชา ในช่วงเข้าของวันนี้ ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมี สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายเศรษฐา ทรีสิน นายกรัฐมนตรีของไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยบันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีขึ้นเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเศรษฐกิจ สนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมนักธุรกิจไทยและกัมพูชาร่วมกัน อีกทั้งเพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและกัมพูชาในสาขาธุรกิจที่มีศักยภาพ ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีก ความร่วมมือทางการเกษตร เศรษฐกิจดิจิทัล การท่องเที่ยว และความร่วมมือทางการแพทย์ ซึ่งการลงนามความร่วมมือฉบับนี้ถือเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยและกัมพูชาให้เจริญรุ่งเรืองร่วมกันต่อไป

นายสนั่น กล่าวว่า ทั้งนี้ จากข้อมูลของสภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา (CDC) ระบุว่า ในปี 2566 CDC ได้อนุมัติโครงการใหม่ 247 โครงการ และมีโครงการขยายการผลิต 21 โครงการ โดย 71 โครงการลงทุนอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยมีเงินลงทุนทั้งหมดเกือบ 4.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ และสร้างงานมากกว่า 3 แสนตำแหน่ง