สัปดาห์หน้าประชุมแผนมหาสงกรานต์ ลุ้นต่างชาติเที่ยวไทยแตะ 36.5 ล้านคน หวังเงินสะพัดมากกว่าก่อนช่วงโควิด
เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมเตรียมความพร้อมงานเย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์ ระหว่าง ททท. กับกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ภาคเอกชน และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อสรุปรูปแบบการจัดกิจกรรม พื้นที่จัดงาน และแต่ละหน่วยงานจะใช้งบประมาณในการจัดงานเท่าไร นับเป็นมหาสงกรานต์แห่งความร่วมมือ โดยมีเป้าหมายคือ สร้างรายได้สะพัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2567 ให้มากกว่าปี 2562 ก่อนโควิด-19 ระบาด มีพื้นที่ไฮไลต์จัดงานในกรุงเทพฯ เบื้องต้นยังคงแผนจัดงานที่ถนนราชดำเนิน รวมถึงสถานที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยว อาทิ สยามสแควร์ ไอคอนสยาม เอเชียทีค และวัดวาอารามริมน้ำเจ้าพระยา ส่วนต่างจังหวัด อาทิ เชียงใหม่ และหาดใหญ่ ด้วยรูปแบบการจัดงานมิดไนต์ สงกรานต์ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้น โดยทาง วธ.จะเข้าไปส่งเสริมสนับสนุนการจัดงานมหาสงกรานต์ใน 76 จังหวัดและกรุงเทพฯ 50 เขต
นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า งานมหาสงกรานต์ถือเป็นอีเวนต์ใหญ่ของภาคการท่องเที่ยวไทยต่อจากเทศกาลตรุษจีนในปี 2567 ซึ่งประเมินว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าประเทศไทยเกิน 177,000 คนตามที่ ททท.คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากสถิตินักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ เดินทางเข้ามากว่า 28,000 คน ใกล้เคียงกับสถิติสูงสุดเมื่อปี 2562 แล้ว ทำให้หากได้กระแสการเดินทางของชาวจีนเฉลี่ยมากกว่า 21,000 คนต่อวันอย่างต่อเนื่อง น่าจะทำให้จำนวนรวมนักท่องเที่ยวจีนมาไทยปี 2567 เป็นไปตามเป้าหมาย 8 ล้านคน สิ่งสำคัญคือ หากเรารักษาแรงส่งหรือโมเมนตัมของนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยให้ได้ 100,000 คนต่อวัน คาดว่าเมื่อถึงสิ้นปี 2567 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติไปถึง 36.5 ล้านคน มากกว่าเป้าหมาย ททท.ตั้งไว้ที่ 35 ล้านคน
นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า ในส่วนของต้นทุนกานใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น และเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่นั้น ปัจจุบันการฟื้นตัวของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ถือว่าช่วยสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวและจับจ่ายแก่ตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศ และด้วยสภาวะเศรษฐกิจยังไม่เลวร้ายอย่างที่คิด ทำให้คนไทยยังคงเดินทางท่องเที่ยว แต่มีการปรับพฤติกรรมเลือกเดินทางระยะสั้น และขับรถเที่ยวมากขึ้น ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการในแต่ละจังหวัดจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวคนไทยด้วย ส่วนต้นทุนอย่างดอกเบี้ยที่ทรงตัวสูง จะกระทบกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวในการพัฒนาสถานประกอบการเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวให้ดีขึ้นหรือไม่นั้น มองว่า ผู้ประกอบการต้องปรับตัวตามเทรนด์ของสถานประกอบการด้านการท่องเที่ยวตอนนี้ เริ่มนำแนวคิดมิกซ์ยูส (Mix-use) เข้ามาใช้มากขึ้น อาทิ โรงแรมจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับเป็นโค-เวิรกกิ้งสเปซ หรือร้านอาหารสำหรับดิลิเวอรี หรือเปลี่ยนโรงยิมเป็นค่ายมวยสำหรับคนรักมวยไทย รวมถึงการสร้างเอกลักษณ์ หากสร้างได้จะดึงดูดคอนเทนต์ครีเอเตอร์เข้ามาช่วยประชาสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี

