หน้าแรก เศรษฐกิจ เคาะ 9 มาตรกา...

เคาะ 9 มาตรการ เพิ่มจีดีพีเอสเอ็มอี นำร่องผ่านเครือข่ายแฟรนไชส์ ดึงกำลังซื้อต่างด้าวในไทย

8.02.24 | 17:17 น.

เคาะ 9 มาตรการ เพิ่มจีดีพีเอสเอ็มอี นำร่องผ่านเครือข่ายแฟรนไชส์ ดึงกำลังซื้อต่างด้าวในไทย ตั้งเป้าเพิ่มผู้ซื้อ 15 ล้านคน

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงพาณิชย์ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมและยกระดับ SMEs ไทย ร่วมกับผู้แทนภาครัฐและเอกชน เช่น สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เครือข่ายธุรกิจบิสคลับประเทศไทย ว่า เป็นการติดตามความคืบหน้ามาตรการส่งเสริมและแก้ปัญหาให้เอสเอ็มอีไทย 9 ด้าน พร้อมเร่งรัดให้เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจนโดยเร็วที่สุด ประกอบด้วย 1. บูรณาการหน่วยงานเติมความรู้เอสเอ็มอี 2.เพิ่มมูลค่าสินค้าจีไอ ให้เป็นที่รู้จัก 3.การบริหารจัดการสินค้าเกษตรเพื่อรักษาสมดุลราคา 4.พัฒนาร้านค้าโชห่วยด้วยระบบการค้าสมัยใหม่ 5.ส่งเสริมการเติบโต SME ในท้องถิ่นผ่าน THAI SME-GP 6.สนับสนุนและสร้างมาตรฐานธุรกิจ e-Commerce 7.การส่งเสริม/พัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับของไทย 8.สร้างอาชีพผ่านระบบแฟรนไชส์ และ 9.เพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ

“มาตรการทั้ง 9 ด้านจะช่วยให้เอสเอ็มอีไทยมีความเข้มแข็งและเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ พร้อมผลักดันให้จีดีพีเอสเอ็มอีในประเทศ ขยับจาก 35.2% เป็น 40% ภายในปี 2570 ” นายนภินทร กล่าว

นายนภินทร กล่าวว่า ผลการประชุมเบื้องต้น คณะอนุกรรมการ มีมติเคาะ 2 มาตรการเร่งด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าทันที ประกอบด้วย สร้างอาชีพผ่านระบบแฟรนไชส์ โดยที่ประชุมเห็นชอบหลักเกณฑ์การคัดเลือกพื้นที่จัดหาทำเลค้าขายราคาประหยัดสำหรับธุรกิจแฟรนไชส์และเอสเอ็มอีไทย 8 ข้อ ได้แก่ 1.ใกล้แหล่งชุมชน เข้าถึงง่าย สะดวกสบายในการมาใช้บริการ 2.มีความหนาแน่นของกลุ่มเป้าหมายที่จะมาเป็นลูกค้า 3.ผู้คนผ่านตลอดทั้งวัน 4.ต้นทุนทำเลเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ 5.ระยะเวลาสัญญาเช่าพื้นที่ที่เหมาะสม 6.มีที่จอดรถเพียงพอและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ 7.ความพร้อมของสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ และ 8.ไม่มีข้อจำกัดด้านกฎหมายและกฎระเบียบของพื้นที่ เช่น กฎหมายข้อบังคับการจัดพื้นที่ (Zoning) สำหรับธุรกิจบางประเภท เช่น ร้านอาหารบางประเภทห้ามเปิดในบางพื้นที่ หรือ การต้องเสียภาษีป้าย เป็นต้น และมอบให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเจรจากับภาคเอกชนและหน่วยงานพันธมิตรเพื่อขอจัดสรรพื้นที่ทำเลการค้าในกรุงเทพมหานครในราคาลดพิเศษสำหรับ SMEs และ แฟรนไชส์ไทย เช่น สถานีบริการน้ำมัน ตลาดชุมชน ห้างสรรพสินค้า และห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ โดยเบื้องต้นได้เจรจากับพันธมิตรและได้พื้นที่ราคาลดพิเศษแล้ว 124 แห่ง

Advertisement

ขณะที่ ส่วนภูมิภาคมอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด 76 จังหวัด เป็นผู้เจรจากับภาคเอกชน เช่น ตลาดนัด ตลาดชุมชน ห้างค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต สถานีบริการน้ำมัน และพื้นที่การค้าอื่นๆ โดยสามารถเจรจาได้พื้นที่แล้ว 3,977 แห่ง ประกอบด้วย ภาคเหนือ 17 จังหวัด 758 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด 1,435 แห่ง ภาคกลาง 25 จังหวัด 1,121 แห่ง และภาคใต้ 14 จังหวัด 663 แห่ง

นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพและมาตรฐานการประกอบธุรกิจ 525 ราย แบ่งเป็น ธุรกิจอาหาร 234 แบรนด์ ธุรกิจเครื่องดื่ม 103 แบรนด์ ธุรกิจการศึกษา 68 แบรนด์ ธุรกิจบริการ 63 แบรนด์ ธุรกิจค้าปลีก 33 แบรนด์ ธุรกิจความงาม และสปา 24 แบรนด์ รวมถึง ธุรกิจสินค้าชุมชน และธุรกิจในรูปแบบรถขายอาหารเคลื่อนที่ (ฟู้ดทรัค) จะเป็นตัวเลือกให้ผู้ประกอบการพิจารณาเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ด้วย

นายนภินทร กล่าวต่อว่า เพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ ที่ประชุมได้กำหนดแนวทางดำเนินงานและมาตรการในการขับเคลื่อนนโยบาย กระทรวงพาณิชย์เพื่อเพิ่มสัดส่วน GDP ของ SME โดยการเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ คือ การกระตุ้นและส่งเสริมให้แรงงานต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในไทยซื้อสินค้าในประเทศส่งกลับภูมิลำเนาแทนการส่งเงิน โดยระยะแรกจะเน้นที่แรงงานจากประเทศเมียนมาก่อน เนื่องจากมีจำนวนแรงงานที่เข้ามาประกอบอาชีพในประเทศไทยมากที่สุด จำนวน 2,513,856 คน เบื้องต้นได้กำหนดโครงการนำร่อง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มสินค้าที่เป็นที่รู้จักของแรงงานต่างด้าวอยู่แล้ว ผู้ผลิตเป็นผู้ส่งสินค้า หรือ มีศูนย์กระจายสินค้า (DC)/เอาต์เลต (Outlet) ในประเทศเมียนมา รูปแบบ : แรงงานต่างด้าวในประเทศไทยซื้อสินค้าผ่านผู้ผลิตผ่านระบบสั่งซื้อ และผู้ผลิตจะเป็นผู้บริหารจัดการส่งสินค้าไปยัง DC/Outlet หรือเครือข่ายในประเทศเมียนมาเพื่อมารับสินค้า

2.กลุ่มสินค้า สินค้าชุมชนและ OTOP SME ที่ยังไม่มี Outlet ในประเทศเมียนมา รูปแบบ : แรงงานต่างด้าวในประเทศไทยสั่งซื้อ สินค้าผ่านแพลตฟอร์มของโลจิสติกส์ และมีการจัดส่งผ่าน Logistics Platform ของไทยและประเทศเมียนมา นำส่งสินค้าตรงถึงครัวเรือนในเมียนมา ซึ่งต้องมีการส่งเสริมและนำเสนอสินค้าให้เป็นที่รู้จัก เช่น ให้ทดลองใช้ก่อน นำเสนอสินค้าให้มีความน่าสนใจในการตัดสินใจซื้อสินค้า เป็นต้น

นอกจากนี้ ติดตามมาตรการส่งเสริมและแก้ปัญหาให้เอสเอ็มอีไทยอีก 7 ด้าน พร้อมกำชับให้เร่งดำเนินงานให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนในระยะเวลาอันใกล้ เพราะยิ่งดำเนินการให้เห็นผลเร็วขึ้นเท่าไร จะส่งผลดีต่อการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยมีศักยภาพพร้อมแข่งขันได้ทุกตลาด เป็นการสร้างและเพิ่มความเข้มแข็งแก่ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน พร้อมทั้ง หารือในประเด็นการตลาดนำการผลิตในสินค้าเกษตรสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ ด้วย

“เอสเอ็มอีจะเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้จีดีพีเอสเอ็มอี เติบโตทะลุ 40% ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ มั่นใจว่าเอสเอ็มอีไทยอยู่รอด ประเทศไทยอยู่ได้” นายนภินทร กล่าว