บล.กสิกรแนะหุ้นขึ้นให้เก็งกำไรระยะสั้น เป้าต่อไป 1,620 จุด ตั้งเป้าปี 61 กินแชร์โบรกเกอร์อันดับ 5

นายธิติ ตันติกุลานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าผลประกอบการในปี 2560 จะเติบโตดีกว่าปี 2559 ที่มีกำไรสุทธิ 900 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน สาเหตุที่ปีก่อนหน้าเติบโตดีเนื่องจาก ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่หลายชนิด และธุรกิจวาณิชธนกิจเติบโตดีมีรายได้เพิ่มขึ้น 19% จากปี 2558 ทำให้ในปี 2559 บริษัทกลายเป็นผู้ถือครองส่วนแบ่งการตลาดไอพีโอมากที่สุดเป็นอันดับ 1 และในปี 2560 บริษัทจะเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นไอพีโออย่างน้อย 4 บริษัท เป็นบริษัทพลังงานและบริษัท สำหรับธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์นั้นปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่อันดับที่ 6 หรือ 4-4.25% จากปีก่อนหน้าอยู่ในอันดับที่ 9 และตั้งเป้าในปี 2561 จะขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 5

สำหรับภาวะตลาดหุ้นไทยในปี 2560 ยังมองกรอบอยู่ที่ 1,360-1,570 จุด ที่ระดับพีอี 13-15 เท่า และจะแกว่งตัวในลักษณะผันผวนมากกว่าปีก่อนหน้าและไม่ใช่ปีที่ดีมากนักเพราะยังมีปัจจัยเรื่องราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า จึงแนะนำให้นักลงทุนติดตามข้อมูลการวิเคราะห์ และใช้ข้อมูลรอบด้าน

ด้านนายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 26 ที่ผ่านมาหุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,600 จุดนั้น ถือว่าซื้อขายอยู่ในระดับที่แพงและมากกว่าที่ทางฝ่ายมองไว้ สาเหตุที่ขึ้นแรงเพราะตลาดรับข่าวดีทุกๆ เรื่องไปหมดแล้ว หากผ่านระดับ 1,600 จุดได้อีกครั้งมองว่าแนวต้านต่อไปจะอยู่ที่ 1,610-1,620 จุด นักลงทุนระยะสั้นให้เล่นเก็งกำไร ระยะกลางให้ทยอยขายและระยะยาวไม่ควรเข้ามาซื้อขาย หุ้นที่แนะนำคือกลุ่มพลังงาน เช่น ปตท. ปตท.สผ. บ้านปู และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีลูกค้าขนาดใหญ่ ที่ได้ผลบวกจากเงินเฟ้อและราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ส่วนกระแสเงินทุนคาดว่านักลงทุนต่างประเทศจะเข้ามาซื้อสุทธิหุ้นไทยแต่มาจากการโยกจากตราสารหนี้มาซื้อหุ้น สำหรับราคาทองคำมองว่าอยู่ในช่วงขาขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อที่มากขึ้น แต่จะไม่ขึ้นแรงเมื่อเทียบกับหุ้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คลังดอดขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบิน น้ำมันหล่อลื่น 4-5 บาท/ลิตร มีผลแล้ว เพิ่มรายได้ให้รัฐปีละ8พันล้านบาท
บทความถัดไปแห่แชร์! “ทรัมป์” ลงนามเปิดทางชาวเอเชียเข้าสหรัฐ “ไม่ต้องขอวีซ่า” ที่แท้ข่าวปลอม!