คิดเห็นแชร์ : การเรียนรู้ตลอดชีวิต สไตล์ญี่ปุ่น : การศึกษา 5.0 ในยุคที่คนอายุยืนหนึ่งร้อยปี

10.02.24 | 13:37 น.

เมื่อเดือนที่แล้ว ผมได้เขียนถึงการศึกษาของประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ ขอต่ออีกหน่อยนะครับ ว่าด้วยประเด็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Lifelong Learning” ซึ่งที่ญี่ปุ่นน่าสนใจมาก

ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นเป็นสังคมผู้สูงวัย (Aging Society) เต็มรูปแบบ โดยมีประชากรผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป สูงถึงร้อยละ 28 และมีประชากรที่มีอายุเกินหนึ่งร้อยปีสูงสุดในโลก โดยมีจำนวนมากกว่า 86,000 คน ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นก็มีแนวทางพัฒนาให้ญี่ปุ่นเป็นสังคม 5.0” ที่มุ่งเน้น IOT (Internet of Things) หมายถึง การที่ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเชื่อมโยงสู่โลกอินเตอร์เน็ตผ่านเทคโนโลยียุคใหม่ โดยสิ่งนี้มีส่วนอย่างมากในการเข้ามาช่วยสนับสนุนชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรสูงวัย ขณะที่กระทรวงศึกษา วัฒนธรรม การกีฬาและเทคโนโลยี (MEXT) ก็มีความพยายามส่งเสริมให้ผู้สูงอายุทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยจัดการศึกษาให้แก่ผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆ มากขึ้นทั้งแบบ Off-line และ On-Line

ในอดีตญี่ปุ่นมีการปฏิรูปการศึกษาก่อนในปี 2018 หัวใจสำคัญคือการเตรียมพลเมืองที่สูงวัยเข้าสู่ปี 2030 อย่างมีคุณภาพและมีความสุขสามารถตามทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กระทรวง MEXT จึงได้ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เป็นหลักสูตรไปสู่สังคมโดยมีการมุ่งพัฒนาคนใน 3 ข้อ คือ 

1) ให้ทุกคนมีความรู้และทักษะในการทำงานประกอบอาชีพและดำรงชีวิตอยู่ได้ 

2) ให้นำความรู้ไปสู่การปฏิบัติ โดยปลูกฝังให้เด็กมีความสามารถในการคิด ตัดสินใจ และแสดงความคิดเห็น 

Advertisement

3) ให้มีการเชื่อมโยงระหว่างตนเองกับสังคม ให้กินดีอยู่ดี สร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้และหล่อหลอมความเป็นสังคมของผู้ให้ (Contributor)

หลักสูตรชุดนี้ได้เป็นการเปลี่ยนแนวทางการทำงานของคนญี่ปุ่นแต่เดิม กล่าวคือ แต่เดิมมา โรงเรียนแต่ละระดับจะทำงานแต่ในส่วนของตน เช่น เด็กที่เรียนจบชั้นประถม ต้องไปเรียนต่อในโรงเรียนชั้นมัธยมต้น แต่โรงเรียนทั้งสองระดับไม่ค่อยประสานงานกันเท่าที่ควร ทำให้เด็กมีปัญหากดดันเรื่องการเรียนที่หนักขึ้น ดังนั้น เป้าหมายใหม่ในหลักสูตรใหม่จึงมุ่งให้เกิดการทำงานอย่างร่วมมือกัน มีการประสานเชื่อมโยงกันมากขึ้น เพื่อลดช่องว่างระหว่างระดับชั้น ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนประถมศึกษาหลายแห่งจึงขยายไปถึงระดับมัธยมต้น คือ สอนตั้งแต่ชั้น ป.1 จนถึงชั้น ม.3 เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปีในโรงเรียนเดียวกัน ทั้งนี้ โรงเรียนต้องดำเนินการสร้างและปรับหลักสูตรเองให้สอดคล้องกับแนวทางหลักของหลักสูตรแกนกลางที่สำคัญนอกเหนือจากนั้น หลักสูตรตามข้อ 3 ยังมุ่งเน้นไปที่ ผู้สูงอายุอีกด้วย “สังคม 5.0” มุ่งเน้นชีวิตของคนให้ยืนยาวไปจนถึง 100 ปี โดยกำหนดคำว่า “Centenarian” (ยุคของชีวิต 100 ปี) ที่หน่วยงานการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้สูงอายุทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตคือ ไม่ว่าจะมีอายุเท่าไหร่ หากสุขภาพยังดีอยู่ก็สามารถที่จะเรียนรู้ได้โดยรัฐต้องพยายามจัดการศึกษาให้แก่ผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น

ทิศทางการดำเนินนโยบายการศึกษาอีกเรื่องของญี่ปุ่น คือการลงทุนสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โดยมีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่โครงการ Super Science High School เพื่อพัฒนาความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ระดับโรงเรียน การสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ให้เป็นพลเมืองโลกที่มีภาวะผู้นำ มีความรู้ความเข้าใจในปัญหาสังคม มีความสามารถในการแก้ปัญหา และมีความสามารถในการสื่อสาร ส่วนในระดับอุดมศึกษา มีโครงการ Super Global University เพื่อสร้างนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในระดับนานาชาติ และยังมีนโยบายลดจำนวนนักศึกษาสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของรัฐ เพื่อผลิตนักศึกษาสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มากขึ้น สอดคล้องกับอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 

อีกกลยุทธ์หนึ่งที่น่าสนใจ คือการส่งเสริมให้รัฐบาลท้องถิ่นพัฒนาตัวเองสู่การเป็น Learning City หรือเมืองแห่งการเรียนรู้ ซึ่งที่ญี่ปุ่นก็มีต้นแบบหลายแห่ง ที่โด่งดังหน่อยก็คือ ที่เมืองโอคายามะ ประเทศญี่ปุ่น (Okayama) ที่ได้รับการยอมรับจากองค์กรระดับโลกเช่น ยูเนสโก และมีวิธีการจัดการเป็นอย่างดีกล่าวคือ 

1.สร้างพลเมืองตื่นรู้ รับมือสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ ที่มุ่งเน้นการปลูกฝังให้ประชาชนตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมในชุมชน มีการส่งเสริมการเรียนรู้อย่างยั่งยืนผ่านชุมชน และทำงานร่วมกันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายฝ่าย เน้นสร้างพลเมืองที่ตื่นรู้ต่อปัญหารอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ นำบทเรียนที่เกิดขึ้นมาศึกษา ทำให้พลเมืองทุกช่วงวัยเป็นนักเรียนรู้สิ่งแวดล้อมที่ปรับตัวได้เร็ว รวมทั้งมีการโปรโมตส่งเสริมการเรียนรู้อย่างยั่งยืนผ่านชุมชน และทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายฝ่าย

2.คอร์สห้องเรียนธรรมชาติ

การจัดการและการออกแบบการเรียนรู้ด้านความยั่งยืน จะมีการใช้ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน (Community Learning Center: CLC) ที่ตั้งอยู่ในโรงเรียนมากถึง 37 แห่ง เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ อีกทั้งยังเป็นศูนย์ประสานงาน สร้างเครือข่าย ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ หรือกระทั่งแนะนำเทคนิคเชิงปฏิบัติให้กับศูนย์การเรียนรู้ชุมชนของนานาประเทศ เยาวชนจึงไม่ขาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้โลกกว้างนอกพื้นที่จังหวัดของตนเอง ดังตัวอย่างเช่นโรงเรียนประถมศึกษาไดซันฟูจิ มีเนื้อหาการเรียนการสอนที่มีรายละเอียดหลากหลาย ซึ่งไม่ได้เกิดผลแค่ในรั้วโรงเรียนเท่านั้น แต่โรงเรียนแห่งนี้ยังก้าวไปไกลกว่าการเรียนรู้เรื่องเกษตรกรรม การรักษาสิ่งแวดล้อม ลดขยะ และพร้อมรับมือกับสภาวะเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยหลักสูตรที่กล่าวได้ว่าเป็นคอร์สขุมทรัพย์สำหรับเด็กๆ ให้สามารถเรียนรู้ไปถึงหลักคิดเศรษฐศาสตร์สีเขียว นำไปสู่การปฏิบัติที่เข้มแข็งนอกห้องเรียน ตลอดจนการประชาสัมพันธ์พืชผลการเกษตรที่ปลูกในท้องที่

3.เปิดโลกทั้งใบให้เด็กเรียนรู้

อีกหนึ่งตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโอคายามะ อิจิโนมิยะ ที่ร่วมมือกับยูเนสโกและองค์กรห้างร้านต่างๆ พานักเรียนออกไปศึกษาวิถีชีวิต วัฒนธรรม และธุรกิจนอกพื้นที่ เพื่อให้เด็กๆ ก้าวทันโลก สร้างการเรียนรู้เชิงธุรกิจระหว่างประเทศที่ยุติธรรมและเท่าเทียมผ่านกระบวนการผลิตร่ม โดยคัดเลือกตัวแทนนักเรียนให้เดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศ เพื่อศึกษาวิธีการผลิตร่มด้วยตนเอง ด้วยกระบวนการจัดการและออกแบบการเรียนรู้เช่นนี้ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองแนวคิดของเด็กที่มีต่อโลกทั้งใบในภาพที่กว้างมากขึ้น

โครงการโอคายามะเมืองแห่งการเรียนรู้ นอกจากจะมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ยังดำเนินโครงการในระดับมหาวิทยาลัย มีการฝึกอบรมแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย และมีโครงการฝึกงานตามความสนใจ เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำงานร่วมกับองค์กรท้องถิ่น ร้านค้าเอกชน และ NGOs ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายให้นักศึกษาทุกคนสามารถเชื่อมโยงความคิดและการมีส่วนร่วมกับการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงทำให้เมืองโอคายามะเป็นต้นแบบให้แก่เมืองอื่นๆ ทั่วโลก ทั้งนี้ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ให้กับสถานศึกษาทั่วเมืองโอคายามะ ยังมีการจัดกิจกรรมและฝึกอบรม เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนและทุกช่วงวัยได้รวมตัวกันเรียนรู้และลงมือทำ เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน

ข้อมูลจากยูเนสโกระบุว่า โครงการโอคายามะเมืองแห่งการเรียนรู้ นำเสนอแนวทาง การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นระบบและทั่วถึง มีตัวอย่างที่โดดเด่นและครอบคลุมในการจัดการเมืองด้วยแนวทางแบบ 360 องศา ที่หยั่งรากลึกลงในท้องถิ่น สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน และอีกหลายภาคส่วน อีกทั้งยังเป็นโครงการที่มีความหลากหลายและสร้างสรรค์ นับเป็นต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับชุมชนและเมืองอื่นๆ ทั่วโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืนได้เป็นอย่างดี 

ปัจจุบัน คุณภาพการศึกษาของประเทศญี่ปุ่นนับว่าอยู่ในลำดับต้นๆ ของทวีปเอเชีย ทั้งการศึกษาในระบบโรงเรียนและการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีอัตราคนทำงานที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาสูงที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังเป็นประเทศมีการเตรียมพร้อมด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะผู้สูงวัยที่ดีที่สุดในโลกด้วย

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร

ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้(OKMD)