ปัญหาการเข้าไม่ถึงสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐได้รับการร้องเรียน ร้องขอ จากเอสเอ็มอีทุกธุรกิจในทุกยุคทุกสมัย
ด้วยเพราะความเสี่ยงที่ธนาคารไม่อยากแบกรับ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐต้องหาทางออก เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยเป็นฐานเศรษฐกิจในการขับเคลื่อนประเทศ จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ” ซึ่งเริ่มคิกออฟมาตั้งแต่ปี 2560
เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดแผนงานปีงบประมาณ 2567 (1 ตุลาคม 2566-30 กันยายน 2567) กำหนดกรอบวงเงินสินเชื่อรวม 3,500 ล้านบาท เน้นดำเนินโครงการสินเชื่อลดโลกร้อน วงเงินสินเชื่อ 1,500 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินทุนสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการปรับปรุง หรือลงทุนในกิจการสำหรับการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร กระบวนการดำเนินงานในการดูแลสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล ให้วงเงินตั้งแต่ 1-20 ล้านบาท ระยะเวลา 7 ปี ดอกเบี้ยพิเศษ 1-3 ปีแรก 3% ที่เหลือปีที่ 4-7 ดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการยื่นคำขอสินเชื่อลดโลกร้อนแล้วกว่า 1,900 ล้านบาท จำนวน 158 ราย ถ้าได้รับอนุมัติทั้งหมด อาจจะขยายกรอบวงเงินเพิ่มเติม โดยไปใช้กรอบวงเงินที่เหลือจำนวน 2,000 ล้านบาท จาก 3,500 ล้านบาท นำมาเพิ่มในโครงการสินเชื่อลดโลกร้อน ส่วนวงเงินที่เหลือจะเน้นให้ผู้ประกอบการที่ต้องการนำเงินไปต่อยอดพัฒนาธุรกิจด้านเอไอ และซอฟต์พาวเวอร์ เพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการต่อยอดพัฒนาธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน
สำนักงานกองทุนฯ ยังเปิดข้อมูลน่าสนใจ คือ ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล พบว่า ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 882.38 ล้านบาท จากยอดวงเงินที่ปล่อยไป 13,000 ล้านบาท พร้อมยืนยันว่าทางกองทุนฯ และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เป็นผู้พิจารณาร่วม อยู่ระหว่างติดตามผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการมอนิเตอร์ผู้ประกอบการที่เริ่มมีปัญหาการผ่อนชำระหนี้เริ่มตั้งแต่เดือนที่ 1 จะมีการให้เจ้าหน้าที่เข้าไปให้คำปรึกษาช่วยเหลือทันที ไม่ต้องรอให้ถึงเดือนที่ 3 ซึ่งจะเข้าข่ายการเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือหนี้เสีย (เอ็นพีแอล)
ขณะที่การอนุมัติวงเงินจะเร่งให้เร็วขึ้น หากเอกสารครบถ้วน และผ่านการพิจารณาคณะกรรมการจังหวัดจะใช้ระยะเวลาไม่เกิน 30 วันในการพิจารณาภายในเดือน มี.ค.นี้ กลุ่มแรกประมาณ 60 ราย วงเงินประมาณ 900 ล้านบาท จะได้รับการอนุมัติ
สำหรับผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2566 มีวงเงินสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติ รวม 1,401.22 ล้านบาท จำนวน 678 ราย จากโครงการสินเชื่อปี’60 โครงการสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ, สินเชื่อปี 2564 โครงการสินเชื่อเสริมพลัง สร้างอนาคตเอสเอ็มอีไทย, สินเชื่อปี 2565-66 โครงการสินเชื่อสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่องเอสเอ็มอี และโครงการสินเชื่อเพิ่มศักยภาพเอสเอ็มอี เพื่อเป็นการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น รวมทั้งช่วยเหลือที่ได้รับผลกระทบจากโควิด

ย้อนผลงานตั้งแต่เริ่มตั้งกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ กระทรวงอุตสาหกรรม ปี 2560-66 ได้อนุมัติสินเชื่อแล้วกว่า 25,260 ล้านบาท จำนวนกว่า 13,650 ราย ก่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน การพัฒนาธุรกิจ ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 80,000 ล้านบาท นับเป็นกองทุนที่มีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ และพัฒนาผู้ประกอบการให้มีศักยภาพและขีดความสามารถสูงขึ้น
ผลรวมผลงานกองทุนฯ ช่วง 5 ปี ได้ขับเคลื่อนกองทุนสามารถตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ในด้านการสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศทั้ง S-Curve และ New S-Curve เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันต่อยอดสู่อุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งการดำเนินการต้องใช้กลไกประชารัฐผ่านกระบวนการของหน่วยงานร่วมกัน ดำเนินการทั้งภาครัฐและเอกชนในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัดในรูปแบบของคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐประจำจังหวัด เพื่อส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้เพิ่มขึ้น
โดยที่ผ่านมากองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ยังได้ดำเนินโครงการสินเชื่อต่างๆ คือ ในปี 2560 ได้จัดทำโครงการสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ปี 2561-2562 จัดทำโครงการฟื้นฟูและเสริมศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สำหรับ SMEs-คนตัวเล็ก ปี 2563 จัดทำโครงการสินเชื่อ SME โตไว ไทยยั่งยืน ปี 2564 จัดทำโครงการสินเชื่อเสริมพลัง สร้างอนาคต SME ไทย และในปี 2565-2566 จัดทำ 3 โครงการ ประกอบด้วย โครงการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟู SME โครงการสินเชื่อสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง SME และโครงการสินเชื่อเพิ่มศักยภาพ SME
กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ กระทรวงอุตสาหกรรม มุ่งมั่นสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงศักยภาพและขีดความสามารถของผู้ประกอบการเป็นหลัก เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาธุรกิจได้อย่างยั่งยืนและเติบโตได้อย่างมั่นคงและเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป
ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจสามารถสมัครสินเชื่อได้ผ่านเว็บไซต์ของกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ www.thaismefund.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ

จากสรุปผลงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐดังกล่าว ล่าสุด ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้นำคณะของกระทรวงอุตสาหกรรม และสื่อมวลชนประจำกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเยี่ยมชมความสำเร็จ 2 บริษัท ที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ
ประกอบด้วย บริษัท ชาระมิงค์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผลิต/จำหน่ายชา-กาแฟสมุนไพรออร์แกนิค ประเภทเครื่องดื่มชาคุณภาพ และได้รับมาตรฐานสากลแห่งแรกในประเทศไทย โดยการทำเกษตรอุตสาหกรรมที่รักษาสิ่งแวดล้อม รักษาป่าต้นน้ำ ไม่ทำลายป่า ทำลายดิน ซึ่งก่อให้เกิดรายได้และสร้างอาชีพ ที่สำคัญยังกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น
รวมทั้ง บริษัท สยามศิลาดล พอตเทอรี่ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย เครื่องปั้นดินเผา เครื่องไม้แกะสลัก และศิลาดลทุกประเภท ที่ยังคงอัตลักษณ์ท้องถิ่น ในการผลิตแบบหัตถอุตสาหกรรม โดยกระบวนการคิดและผลิตจากการผสมผสานระหว่างทักษะภูมิปัญญา วัฒนธรรมและความเชี่ยวชาญเชิงศิลปหัตถกรรม ความคิดเชิงสร้างสรรค์ทางการออกแบบและกระบวนการวิธีเชิงอุตสาหกรรม ก่อให้เกิดรูปแบบที่มีความทันสมัย
ปลัดณัฐพลให้ข้อมูลว่า กระทรวงอุตสาหกรรม มีนโยบายในการสนับสนุนและขับเคลื่อนศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอีแบบองค์รวม ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนแหล่งเงินทุน การลงทุนในเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน รวมทั้งการวางแผนธุรกิจที่ชัดเจน การวิเคราะห์ตลาดอย่างรอบคอบ การบริหารการเงินอย่างเป็นระบบและการเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยใช้กลไกของกระทรวงอุตสาหกรรม ผ่านการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สู่การเป็นสมาร์ท เอสเอ็มอีและโกลบอล เอสเอ็มอี
รวมถึงการยื่นรับรองมาตรฐาน อาทิ ฮาลาล จีเอ็มพี ตลอดจนการยกระดับด้วยเทคโนโลยี และอีโคซิสเต็ม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอี ที่สำคัญกระทรวงอุตสาหกรรม มีกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนให้เอสเอ็มอี เพื่อพัฒนาต่อยอดธุรกิจให้มีความเข้มแข็ง สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม “อุตสาหกรรมเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนคู่ชุมชน”
ขณะที่มุมมองเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการ รายแรก จักริน วังวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาระมิงค์ จำกัด ระบุว่า จากประสบการณ์ในการเข้าร่วมโครงการกับกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ทำให้รู้ว่าเอสเอ็มอี ที่ต้องการขอสินเชื่อจะต้องวางแผนการเงินอย่างรอบคอบและสร้างความมั่นใจว่าจะสามารถคืนเงินกู้ได้ โดยต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบของบริษัท ความครีเอทีฟ และแพคเกจจิ้ง รวมทั้งสิ่งที่จะตอบสนองตลาดได้

“กระทรวงยังคงเดินหน้าส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง มีการถอดบทเรียน พัฒนาถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ตลอดจนการให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก โดยเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมถึงการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถเติบโต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน” ดร.ณัฐพลกล่าว
ตรวจสอบเอสเอ็มอีในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ 9 จังหวัด ที่ยื่นขอรับสินเชื่อจากโครงการฯ พบมีจำนวน 2,138 ราย วงเงินรวมที่ขอ 2,833 ล้านบาท โดยจังหวัดเชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่มีผู้ขอรับสินเชื่อจากโครงการฯมากที่สุด จำนวน 545 ราย คิดเป็น 25% รวมเป็นจำนวนเงิน 587.17 ล้านบาท

โดยบริษัท ชาระมิงค์ มีลูกค้าที่มีความมั่นใจในตัวเราอยู่แล้ว โดยเฉพาะการทำชาดำสไตล์อังกฤษ ซึ่งได้ส่งออกไปขายยังต่างประเทศหลายประเทศ แต่ประเด็นปัญหาที่เจอ คือ การแพคกิ้งแบบเดิมๆ ทำให้ต้นทุนสูง จึงได้เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อขอสินเชื่อไปซื้อเครื่องจักร คือ เครื่อง FUSO : TEA BAG MAKING MACHINE เครื่องบรรจุชาซองสามเหลี่ยม เป็นเครื่องบรรจุถุงชาอเนกประสงค์แบบอัตโนมัติชนิดปิดผนึกด้วยความร้อนแบบใหม่ สามารถปรับปรุงรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย ทำให้สามารถบรรจุสินค้าได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น และสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการขอสินเชื่อ ต้องมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน พร้อมทั้งวิเคราะห์ตลาดอย่างรอบคอบ และบริหารจัดการการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องจัดทำบัญชีและการเงินอย่างถูกต้องและครบถ้วน เพื่อสามารถประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจให้สินเชื่อได้
ขณะที่ อนุสิทธิ มานิตยกูล หนึ่งในผู้สืบทอด บริษัท สยามศิลาดล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องปั้นดินเผาศิลาดล เล่าถึงปัจจัยหลักที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จว่า เกิดจากการรักษาอัตลักษณ์และสืบสานมรดกล้านนาของการผลิตเครื่องปั้นดินเผาศิลาดลแบบดั้งเดิม โดยการใช้น้ำเคลือบธรรมชาติและดินจากเชียงใหม่มาอย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปี โดยเน้นการรักษา สืบสาน ต่อยอดบริษัท สยามศิลาดล ได้รับจีไอ ของจังหวัดเชียงใหม่ และนอกจากการรักษาอัตลักษณ์แล้วก็ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากงานหัตถกรรมเล็กๆ ค่อยๆ พัฒนาจนกลายเป็นหัตถอุตสาหกรรม มีการควบคุมต้นทุนในการผลิต การตรวจสอบคุณภาพอยู่เสมอ และปรับตัวให้เข้ากับปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งจากสถานการณ์โควิด ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น

โดยการเข้าร่วมโครงการสินเชื่อจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ได้รับการสนับสนุนเงินทุนเพื่อพัฒนาธุรกิจ ทั้งการจัดหา ปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างและเครื่องจักร ปัจจุบันบริษัทฯมีแผนที่จะลงทุนในการไปปรับปรุงเรื่องการทำแขนกล เพื่อมาทำการพ่นตัวน้ำเคลือบที่ในอดีตใช้เครื่องที่ใช้แรงงานคน ซึ่งตอนนี้บริษัทได้นำเรื่องของแขนกลเข้ามาช่วยทำให้การบริหารจัดการสามารถประหยัดต้นทุนและทำให้การผลิตเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ ขอฝากถึงผู้ประกอบการท่านอื่นๆ ที่ต้องการประสบความสำเร็จ แบบสยามศิลาดลว่า ไม่มีอะไรที่ตายตัว เรียนรู้จากการทำงานในอดีต รู้จักการปรับตัวเรียนรู้และดูแนวโน้มของตลาด รักษามาตรฐานสินค้า และฐานลูกค้าเอาไว้ “เรียนรู้ ปรับตัว ดูตลาด เท่านี้ก็ทำให้อยู่รอดแล้ว”
ถือเป็นเสียงสะท้อนจากเอสเอ็มอีตัวจริง ที่ได้รับความช่วยเหลือจริง เอสเอ็มอีที่ยังลังเล ตัดสินใจด่วน!!

