สุริยะ นัดแอร์ไลน์ 12 ก.พ.นี้ เหตุหลุมจอดไม่พอ หวั่นย้ายอาคารกระทบระบบกระเป๋ารวน
เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เดินทางมาตรวจติดตามความคืบหน้าตามข้อสั่งการ ในการเตรียมพร้อมการให้บริการผู้โดยสารช่วงเทศกาลตรุษจีน และการแก้ไขปัญหาความหนาแน่นในการรอคิวตรวจหนังสือเดินทาง ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.)
นายสุริยะกล่าวว่า ตามที่รัฐบาลโดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีนโยบายที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวและการค้าเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย โดยการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวนั้นจะต้องมีการดำเนินงานหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งลำดับแรกนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายเรื่องของฟรีวีซ่ากับประเทศจีน อินเดีย และคาซัคสถาน ซึ่งผลจากการเปิดฟรีวีซ่านั้น ทำให้ผู้โดยสารที่มาที่สนามบินสุวรรณภูมิแห่งนี้เพิ่มขึ้นเข้ามาเท่ากับปี 2562 เป็นช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด ขนาดนี้มีไฟลต์บินเข้ามา 1,040 ไฟลต์ต่อวัน คิดเป็นผู้โดยสาร 190,000 คนต่อวัน
“คาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารช่วงตรุษจีน 10 วัน เทียบกับปี 2566 มีปริมาณผู้โดยสารอยู่ 20,000 คน และปี 2567 เพิ่มขึ้นประมาณ 37,000 คน ถือเป็นตัวเลขเพิ่มขึ้น 135% แสดงถึงผลประโยชน์ที่เปิดฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีน” นายสุริยะกล่าว

นายสุริยะกล่าวว่า จากการลงพื้นที่และรับเรื่องร้องเรียนจากผู้โดยสาร เมื่อผู้โดยสารเดินทางเข้ามาแล้ว พบว่าผู้โดยสารที่ต้องใช้บริการหลุมจอดที่มีสะพานเทียบซึ่งอยู่ติดกับอาคารที่พักผู้โดยสาร (Contact Gate) ซึ่งมีจำนวนไม่เพียงพอ สาเหตุนี้เกิดจากมีการซ่อมในทางขับ (taxiway) ที่มีการเสื่อมสภาพ จึงจำเป็นต้องทำระบบใหม่ด้วยคอนกรีต จึงทำให้ Contact Gate ใช้ไม่ได้ไป 7 ช่อง กระทรวงจึงให้แก้ไขปัญหา จะให้ผู้ให้บริการสายการบินทั้งหมดไปใช้งานอาคารเทียบเครื่องบินรอง หลังที่ 1 หรืออาคาร SAT 1 แต่ผู้ให้บริการสายการบินมีความกังวลว่าหากไปใช้อาคารดังกล่าวจะทำให้ระบบขนส่งกระเป๋าไม่สามารถรองรับได้ โดยเฉพาะเรื่องระบบการจัดการสัมภาระ (baggage handling) โดยบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ไม่เชื่อมั่นว่าจะสามารถให้บริการได้
ดังนั้น ในวันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 จะเชิญผู้ให้บริการสายการบินทุกรายที่ประกอบธุรกิจในสนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมกับบริษัท การบินไทย ที่รับหน้าที่เรื่องการจัดการสัมภาระ และบริษัทของ Bangkok Flight Services (BFS) รวมถึงบริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จํากัด (AOTGA) จะเข้าไปคุยกันให้ทราบถึงปัญหาและร่วมกันแก้ปัญหา

นายสุริยะกล่าวว่า จากที่ลงพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อจะติดตามให้การดำเนินความสะดวกกับนักท่องเที่ยวทั้งหลาย ซึ่งตามที่เป็นข่าวนั้นที่มีปัญหาในเรื่องระบบตรวจคนเข้าเมืองเกิดเหตุระบบล่มทำให้ผู้โดยสารต่อคิวยาว เรื่องนี้ขอชมเชยทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ได้พยายามแก้ไขปัญหา โดยได้วิเคราะห์ว่าสาเหตุที่ระบบล่มเกิดจากอะไร ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าในระบบของมันเองก่อนจะล่มจะมีอาการบอกล่วงหน้า ดังนั้น จากนี้ทาง สตม.จะส่งเจ้าหน้าที่คอยวิเคราะห์และตรวจสอบสภาพระบบ หากเริ่มมีอาการจะแก้ไขได้ทัน
ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับ สตม.ในปัญหาระบบล่มนั้นน่าจะไม่เกิดขึ้นอีก หรือเกิดขึ้นน้อยมาก เป็นเรื่องที่ สตม.จะดำเนินการ นอกจากนี้ จะมีการเพิ่มกำลังตรวจคนเข้าเมืองให้มีจำนวนเพียงพอ โดยวันที่ 1 มีนาคม 2567 จะมีการเพิ่มตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประมาณ 200 นาย และขณะนี้มีการรับเจ้าหน้าที่เข้ามาฝึกอบรมเพิ่มเติม โดยวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 จะเพิ่มขึ้นอีก 400 นาย รวมทั้งสิ้นเพิ่มขึ้น 600 นาย
“ถ้าแก้ปัญหาได้หมดเชื่อว่าจากนี้ไทยต้องการจะเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคด้านการบินจะทำได้แน่นอน ขณะที่สนามบินสุวรรณภูมิได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ 76 ของโลก จากเดิมในสมัยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี อยู่อันดับ 7 ของโลก สะท้อนความถดถอยมากจากเรื่องบริการที่เป็นปัญหา หากสามารถปรับปรุงได้ในช่วง 3-4 ปี จะทำให้กลับมาอยู่ในอันดับ 20 ของโลกให้ได้ ถ้าทุกภาคส่วนช่วยกันจะสามารถเลื่อนลำดับขึ้นมาได้” นายสุริยะกล่าว



