ภารกิจ‘กสิกรไทย’… Net Zero ด้วยผลิตภัณฑ์-บริการ

12.02.24 | 12:25 น.

จากปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยน แปลงทางสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดมลภาวะเป็นพิษ ส่งผลกระทบหนักต่อสุขภาพของประชาชน หลายหน่วยงานตื่นตัวและตระหนักถึงผลกระทบมากขึ้น 

ภาครัฐบาลไทยจึงประกาศจุดยืนร่วมมือประชาคมโลกควบคุมการเพิ่มอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้เกิน 1.5-2 องศา และเร่งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก และความเป็นกลางทางคาร์บอนเร็วขึ้น รวมถึงเอกชนก็ได้ออกประกาศความร่วมมือในการปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจในรูปแบบใหม่เช่นกัน

ขณะที่ภาคธนาคารก็มีส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจ หนึ่งในนั้นคือ ธนาคารกสิกรไทย

ประเด็นสำคัญนี้ขัตติยา อินทรวิชัยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ให้ข้อมูลว่า ธนาคารกสิกรไทยได้ประกาศว่ามีแผนปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Commitment) ด้วยเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของธนาคารขอบเขต 1 และ 2 ภายในปี 2573 (..2030) พร้อมกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคาร สอดคล้องกับเป้าหมายประเทศในปี 2608 และยังจัดสรรเงิน 1-2 แสนล้านบาท ปล่อยสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืน สนับสนุนลูกค้าเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนดังกล่าวจะมีการปรับเปลี่ยนตั้งแต่การทำงานของธนาคาร โดยเริ่มจากการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ ปรับกระบวนการทำงาน และส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ลูกค้าและพนักงาน เช่น ปี 2566 เปลี่ยนรถยนต์ที่ใช้ภายในกิจการธนาคารเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) 175 คัน ทั้งรถยนต์ที่ใช้ในสาขาและรถยนต์ของผู้บริหารธนาคาร และเปลี่ยนนํ้ามันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซินไปเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ

Advertisement

นอกจากนี้ จะทยอยติดตั้งโซลาร์เซลล์ในอาคารสำนักงานหลักทั้ง 7 แห่ง และพื้นที่สาขา 7 สาขา โดยตั้งเป้าไว้จะทยอยติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ครบทุกสาขาที่เป็นพื้นที่ของธนาคาร รวม 278 แห่ง ภายใน 2 ปีนี้ และซื้อใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (REC) การซื้อคาร์บอนเครดิต

รวมถึงการวางแผนปรับเปลี่ยนวัสดุในการทำงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การปรับกระบวนการทำงานและการให้บริการของธนาคารไปสู่ดิจิทัลเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้การปล่อยคาร์บอนลดลงให้ได้มากที่สุด ควบคู่กับการส่งเสริมบุคลากรและทุกภาคส่วนให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกิดพฤติกรรมที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมบนหลักปฏิบัติที่ถูกต้องและยั่งยืน

อีกทั้งดำเนินการบริหารจัดการขยะใน 4 อาคารหลัก ได้แก่ สำนักงานใหญ่พหลโยธิน อาคารราษฎร์บูรณะ อาคารแจ้งวัฒนะ และอาคาร KBTG เพื่อให้มีของเสียไปสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) ภายในปี 2566 โดยติดตั้งถังขยะ 6 ประเภท ได้แก่ เศษอาหาร วัสดุรีไซเคิล ขยะเผาเป็นพลังงาน ขยะปนเปื้อน ขยะอันตราย และขยะอิเล็กทรอนิกส์ 

พร้อมกำหนดระบบการจัดการขยะของแต่ละถังอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมตามหลักการลดของเสีย (ซีโร่เวสต์) และสนับสนุนให้เกิดการแยกขยะเป็นระบบ ด้วยการสื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน

นอกจากนี้ ธนาคารยังมีการสนับสนุนลูกค้าให้เดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่การลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใน พ..2593 (..2050) ด้วยการตั้งเป้าหมายสนับสนุนด้านการเงินและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนในช่วงปี 2567-2573 ราว 1.75 แสนล้านบาท หรือประมาณปีละ 2.5 หมื่นล้านบาท (ปี 2566-2573) ในการเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในพอร์ตโฟลิโอของธนาคาร (ขอบเขตที่ 3) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย

สำหรับการดำเนินงานที่ผ่านมาธนาคารสนับสนุนวงเงินสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (SLL) จำนวน 10,000 ล้านบาท ให้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีซี เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัท ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค..2050 นอกจากนี้ สนับสนุนอีก 3,000 ล้านบาท ให้ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุลและเดินหน้าสู่การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (ESG) อย่างยั่งยืน

โดยธนาคารร่วมกับ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ลงนามร่วม โครงการ GoGreen Plus เพื่อสนับสนุนการขนส่งเอกสารทางการค้าข้ามประเทศด้วยเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life-cycle Carbon Footprint) ได้ราว 70-80% เทียบกับการใช้นํ้ามันเครื่องบินทั่วไป

ล่าสุด ธนาคารยังมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการรักษ์โลกได้ง่ายขึ้น ผ่านการใช้บริการของธนาคารที่ใส่ใจเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้เปิดตัวนวัตกรรมบริการที่มีเป้าหมายช่วยลดก๊าซเรือนกระจก 2 โครงการ เป็นธนาคารแรกในไทย ได้แก่ การพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หรือรถ EV Currency Exchange และการจัดทำและเปลี่ยนบัตรเครดิตและบัตรเดบิตเป็นบัตรที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล ซึ่งทั้งสองโครงการได้พัฒนาสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย และมีการนำไปให้บริการจริงแล้ว

สำหรับรถ EV Currency Exchange เป็นรถแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ขับเคลื่อนได้สูงสุด 120 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และใช้แบตเตอรี่ที่ได้พลังงานจากแผงโซลาร์ที่ติดตั้งบริเวณหลังคารถสำหรับการให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราในรถได้ต่อเนื่องสูงสุด 10 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเสียบปลั๊กไฟ 

ปัจจุบันนำร่องเพิ่มความสะดวกสบายในการให้บริการแลกเงินแก่นักท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเริ่มจังหวัดแรกที่ภูเก็ต และมีแผนขยายจำนวนรถให้ครอบคลุมมากขึ้นในอนาคต

ด้านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตธนาคารกสิกรไทยมีการเปลี่ยนมาใช้บัตรที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล ซึ่งช่วยลดการผลิตเม็ดพลาสติกใหม่ สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ใบละ 42 กรัมคาร์บอนฯ หรือลดลง 62% จากการใช้วัสดุแบบเดิม โดยเริ่มมีการทยอยนำบัตรแบบใหม่นี้มาใช้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2566 ให้แก่ลูกค้าที่ออกบัตรใหม่ บัตรทดแทน และบัตรต่ออายุ 

ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเปลี่ยนบัตรกว่า 20 ล้านใบได้ครบทั้งหมดภายใน 7 ปี ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 770 ตันคาร์บอนฯ เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 51,333 ต้น

ปีนี้ธนาคารยังคงเดินหน้าผลักดันลูกค้าให้ร่วม GO GREEN Together อย่างต่อเนื่อง ด้วยการสนับสนุนเงินทุน องค์ความรู้ และการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงการจับมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างกรีนอีโคซิสเต็มให้เกิดขึ้นจริง และร่วมกันพาประเทศสู่เน็ตซีโร่อย่างยั่งยืนต่อไป ซีอีโอขัตติยาทิ้งท้าย