ค้าปลีก ระงม เร่งรัฐออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ ดัน ‘อีซี่ อี-รีซีท’ อัดแคมเปญดึงนทท.ช้อป

ค้าปลีก ระงม เร่งรัฐออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ จี้ ทบทวนภาษีเหลื่อมล้ำ ดัน’อีซี่ อี-รีซีท’ อัดแคมเปญดึงนทท.ช้อป

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า กำลังซื้อดีหรือไม่ สะท้อนได้จากอุตสาหกรรมค้าปลีก ซึ่งในปี2567นี้ คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 2.5-2.7% และมีมูลค่ารวมต่อจีดีพีประมาณ 4 ล้านล้านบาท เป็นการขยายตัวใกล้เคียงจีดีพีประเทศที่คาดว่าปีนี้จะขยายตัว 3.0-3.1% เทียบในอดีตย้อนไป 10 ปีอุตสาหกรรมค้าปลีกจะขยายตัวสูงกว่าจีดีพีประเทศ 2-3 เท่าตัว เช่นหากจีดีพีประเทศขยาย 3% อุตสหากรรมค้าปลีกก็น่าจะขยายตัว 6-10% และในอดีตเฉลี่ยจะขยายตัว 10-15% ขณะที่ปีก่อนอุตสาหกรรมค้าปลีกก็ขยายตัวได้ต่ำ 1-2% เท่านั้น

นายญนน์ กล่าวว่า สถานการณ์ที่อุตสาหกรรมค้าปลีกโตใกล้เคียงจีดีพีรวมของประเทศต่อเนื่องกันหลายปี ไม่เคยเกิดขึ้น ดังนั้น เห็นด้วยที่รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการกระตุ้นใช้จ่าย โดยให้ทำควบคู่กัน 2 ด้าน คือ ด้านแรกคือออกมาตรการเจาะจงช่วยเหลือและเพิ่มรายได้ให้กลุ่มผู้มีกำลังซื้อต่ำ อีกด้านคือออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้มีรายได้ เช่น ใช้มาตรการด้านภาษี อย่างอีซี่ อี-รีซีท มองว่ารัฐบาลมาถูกทางและน่าจะดำเนินการต่อมาตรการนี้ ดูจากกำลังซื้อในต้นปีที่ผ่านมาอีซี่ อี-รีซีท ส่งผลต่อกำลังซื้อผู้มีรายได้สูงต่อเนื่องและบรรยากาศใช้จ่ายคึกคักดี

” อีกทางที่จะดึงผู้มีรายได้สูง คือ การกระตุ้นการใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยว เราคงไม่อยากได้นักท่องเที่ยวที่มาไทย เพียงแต่มาพักนอน แต่ไม่ใช้ซื้อสินค้ากลับไป ควรมีมาตรการจูงใจใช้จ่ายในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อ ซึ่งตอนนี้ยังไม่เห็น เอกชนก็อยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ พร้อมกันนี้ ควรเร่งรัดแก้ปัญหาโครงสร้าภาษีประเทศ ตอนนี้ภาคเอกชนอยากให้ทบทวนการยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าที่มีการสั่งซื้อและส่งเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีการยกเว้น ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และอากรขาเข้าสำหรับสินค้าที่มีหีบห่อ ราคารวมค่าขนส่งและค่าประกันภัยไม่เกิน 1,500 บาท เพื่อให้เกิดความเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ ตอนนี้ธุรกิจมาร์เก็ตเพลสมียอดขายรวมต่อปีกว่า 1 แสนล้านบาท และมีความเหลื่อมล้ำด้านภาษี ส่งผลให้สินค้าที่ขายช่องทางนี้ 2 ใน 3 ไม่ใช่สินค้าของคนไทย จึงเป็นอุปสรรคที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่โต ” นายญนน์ กล่าว

Advertisement

นายญนน์ กล่าวว่า หากยังปล่อยให้สถานการณ์การเหลื่อมล้ำอย่างนี้ต่อไป จะส่งผลต่ออุตสหากรรมในประเทศ รวมถึงปัญหาแรงงาน เพราะอุตสาหกรรมค้าปลีก ค้าบริการ และเกี่ยวข้อง เป็นอุตสาหกรรมที่มีการจ้างแรงงานจำนวนมาก และสร้างแรงกระตุ้นใช้จ่ายและเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง การปล่อยให้อุตสาหกรรมค้าปลีกโตใกล้เคียงจีดีพีประเทศ อาจส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต สำหรับเรื่องการแก้หนี้ นั้น ก็ควรมีการแยกเป็นกลุ่มๆ และผลักดันให้ธนาคารแข่งขันออกมาตรการช่วยเหลือ โดยส่วนตัวคาดว่าดอกเบี้ยเชิงนโยบายของไทยน่าจะอยู่ระดับ 2.50 % อีกยาว ไม่น่าจะลดได้ในเร็วๆนี้

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามผู้ค้าปลีกและธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า ต่างเห็นด้วยและเสนอให้รัฐบาลต่อการใช้มาตรการด้านภาษี อย่างอีซี่ อี-รีซีท ในเฟสสอง และทำไปถึงกลางปี หรือจนกว่าจะมีมาตรการอื่นๆ เช่น ดิจิทัลวอลเลต หรือก่อนเข้าเทศกาลปีใหม่ เพราะเป็นเรื่องการดึงดูดการใช้จ่ายจากผู้มีรายได้ ทำยอดขายสินค้าบ้างชนิด 25-30%และเห็นว่าเงินออมของคนไทยยังสูง ดูจากเงินฝากล้นธนาคาร ก็อยากให้มีการออกมาตรการเพื่อใช้จ่ายของกลุ่มเหล่านี้ และจี้ให้รัฐบาลออกยาแรงในการดูงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติมาใช้จ่ายอย่างแท้จริง แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะเข้ามาต่อเนื่องแต่เป็นใช้จ่ายเพื่อหลับนอนและกินภายในประเทศ แต่ซื้อสินค้ากลับประเทศ ไม่เหมือนคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศมักซื้อสินค้ากลับมาไทย เพราะมองว่าสินค้ามียี่ห้อถูกกว่าซื้อในประเทศ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image