กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ถือเป็นกระทรวงสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศไทย แผนการทำงานในแต่ละย่างก้าวจึงเป็นที่สนใจของประชาชน
ล่าสุด นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ถือฤกษ์ดีวันที่ 12 กุมภาพันธ์ แถลงทิศทางการดำเนินนโยบายของกระทรวงดีอี ในปี 2567 ที่บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นที
รมต.ประเสริฐเปิดแผนงานปีนี้ว่า กำหนดเรือธงในการดำเนินงาน 7 ด้านหลัก ดังนี้ 1.นโยบาย คลาวด์ เฟิร์ส (Cloud First Policy) ดีอีผลักดันการใช้ระบบคลาวด์เป็นหลัก มุ่งสู่การเป็นคลาวด์ฮับของภูมิภาคมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประเทศที่ทันสมัย มั่นคงปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ยกระดับการทำงานภาครัฐ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
โดยมีเป้าหมายให้บริการระบบคลาวด์เพื่อพัฒนาการบริการประชาชน ไม่น้อยกว่า 220 กรม 75,000 เวอร์ชวล แมชชีน (วีเอ็ม) สามารถประหยัดงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลของประเทศ 30-50% ส่งเสริมการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล และการใช้ประโยชน์ข้อมูลรูปแบบต่างๆ (บิ๊กดาต้า)
รวมถึงสนับสนุนท้องถิ่นประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการทำงาน นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนด้านคลาวด์ของประเทศ ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการต่างประเทศ และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สำหรับงบประมาณในการดำเนินงานดังกล่าว ประมาณ 1,400 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน เรื่องคลาวด์ที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งที่ประชุมชุดใหญ่ของคณะกรรมการดีอี ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้เห็นชอบในหลักการ และมีคำสั่งให้ตั้งกรรมการดูแลด้านนี้โดยเฉพาะ โดยมี รมว.ดีอีเป็นประธาน รวมถึงมีปลัดกระทรวงของแต่ละกระทรวงเป็นองค์ประกอบร่วมด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างรอคำสั่งดำเนินการต่อไป
สำหรับหลักการในนโยบายหลักด้านนโยบาย โก คลาวด์ เฟิร์ส ซึ่งมีแนวทางการดำเนินงานเป็นรายละเอียดปลีกย่อยพอสมควร 1.ต้องมีกระบวนการในการจัดการเรื่องซัพพลาย ดังนั้น ต้องมีกระบวนการในการกระตุ้นภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศมาลงทุนคลาวด์ในไทย เพื่อให้เกิดความจุในการรองรับจำนวน 75,000 เวอร์ชวล แมชชีน (วีเอ็ม) 2.มีกระบวนการจัดการข้อมูลว่าสามารถบรรจุอยู่ในคลาวด์ใดได้บ้าง ดังนั้น จะมีการจัดการด้านดีมานด์ โดยจะกำหนดการจัดเก็บข้อมูลเฉพาะ
และ 3.การขับเคลื่อนกิจกรรมให้ทั้งซัพพลายและดีมานด์เชื่อมโยงกัน ซึ่งมีปัจจัยหลายด้านต้องมีการปรับปรุง เช่น ระบบการจัดซื้อจัดจ้าง การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ความสามารถการเลือกใช้คลาวด์ด้านต่างๆ เป็นต้น หาก ครม.เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว การดำเนินการจะสามารถจัดการได้อย่างรวดเร็ว
2.เรื่องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) หรือ AI Agenda โดยกระทรวงมีแผนปฏิบัติการพัฒนาเอไอด้านต่างๆ อาทิ 1.พัฒนาแพลตฟอร์มรวมบริการด้านเอไอ (National AI Service Platform) บนโครงการพัฒนาระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) 2.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์สำหรับภาษาไทย (Thai LLM) 3.เตรียมพร้อมด้านจริยธรรม/กฎหมาย/สังคมเพื่อพัฒนาทักษะเอไอ 4.จัดงาน Hackathon เสริมสร้างความรู้/ทักษะเอไอสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) และประชาชน
5.จัดเทรนนิ่งการอัพสกิล รีสกิล และนิวสกิล ด้านเอไอสำหรับบุคลากรทุกภาคส่วน 6.เร่ง AI use case รัฐและเอกชน เช่น AI use case การพยากรณ์อากาศระยะปัจจุบันอัจฉริยะ ข้อมูลพยากรณ์กลุ่มฝนเชิงพื้นที่ระดับอำเภอ (ระยะ 3 ชั่วโมงข้างหน้า) บริเวณ 22 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ และแผนที่เสี่ยงภัยสภาวะฝนตกหนักถึงหนักมาก ทั้งนี้ สำหรับงบประมาณที่ใช้ในการสนับสนุนด้านเอไอ และพยากรณ์อากาศอยู่ที่ 16 ล้านบาท
3.ผลักดันนโยบาย 1 อำเภอ 1 ไอทีแมน เร่งขับเคลื่อนดิจิทัลระดับภูมิภาค โดยใช้งบราว 200 ล้านบาท โดยแนวทางการดำเนินงาน ดังนี้ ผลิตไอทีแมน 878 อำเภอ เพิ่มศูนย์ดิจิทัลชุมชน 2,222 ศูนย์ จัดทำอินเตอร์เน็ตสาธารณะเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต 24,654 หมู่บ้าน พัฒนาสภาเยาวชนดิจิทัล และมีชุมชนโดรนใจ 500 กว่าชุมชน รวมถึงส่งเสริมการใช้ดิจิทัลยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ สนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัลในจังหวัด ดำเนินงานครอบคลุมระดับพื้นที่อำเภอ
4.การพัฒนาบุคลากรดิจิทัล (Digital Manpower) ส่งเสริมและสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังนี้ 1.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนากำลังคนดิจิทัล แพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลกำลังคนดิจิทัลผ่าน Digital ID (Credit bank) 2.แนวทางการดึงดูดกำลังคนดิจิทัลสาขาขาดแคลนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย (Global Digital Talent Visa) 3.ร่วมกับเอกชนเพิ่มกำลังคนดิจิทัล 50,000 คน และ 4.เปิดรับอาสาสมัครดิจิทัลกับสภาเยาวชนดิจิทัล ขยายผลให้ความรู้ดิจิทัลให้กับประชาชน
5.พัฒนาเซลล์บรอดแคสต์ (Cell Broadcast) โดยมีระบบแจ้งเตือนภัยแบบเจาะจง ทันสมัย สำหรับคนไทยทั้งประเทศ ข้อความแจ้งเตือนภัยทุกประเภท ส่งแบบเจาะจง ในบริเวณพื้นที่ที่กำหนด ลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากติดปัญหางบประมาณปี 2567 ล่าช้า กระทรวงได้ขอความอนุเคราะห์เรื่องงบจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
โดยของบจากเงินกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) จึงมีการดำเนินงานเรื่องดังกล่าวล่วงหน้าไปบ้างแล้ว เบื้องต้นกระทรวงตั้งเป้าการพัฒนาแล้วเสร็จภายใน 1 ปี เนื่องจากต้องมีการดำเนินงานด้านโครงสร้างพื้นฐานรองรับเพิ่มเติม ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินงานด้วย
ทั้งนี้ การดำเนินงานไม่ใช่ทำแต่หน่วยงานรัฐบาล แต่มีในส่วนของโอเปอเรเตอร์แต่ละราย เช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค รวมถึงบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นที โดยจะอาศัยความร่วมมือเรื่องอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้วย
6.แก้ปัญหาภัยออนไลน์ โดยยกระดับศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือศูนย์ AOC 1441 ใช้เอไอมาช่วยตรวจจับ วิเคราะห์ ประมวลผล ขยายผลกวาดล้างบัญชีม้า และบัญชีของม้า 2.พัฒนาคอล อะเลิร์ท (Call alert) แอพพลิเคชั่นแจ้งเตือนหมายเลขโทรศัพท์เสี่ยงภัยออนไลน์ 3.ตั้งศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC Eagle Eye) สำหรับตรวจหน่วยงานต่างๆ เพื่อป้องปรามข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล และซื้อขายข้อมูล 4.แก้ปัญหาซื้อของออนไลน์ เก็บเงินปลายทาง (COD) ได้ของไม่ตรงปก และ 5.ไซเบอร์วัคซีน ให้ความรู้ประชาชนรู้เท่าทันภัยออนไลน์
7.ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลยกระดับ Thailand Digital Competitiveness สู่ 30 ในปี 2569 จากอันดับ 40 ในปี 2565 ปี 2567 ดีขึ้น 2 อันดับ อันดับที่ 33 ในปี 2567 จากอันดับที่ 35 ในปี 2566 ตามการจัดอันดับด้านดิจิทัลที่จัดทำโดย World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือ IMD สวิตเซอร์แลนด์ เป็นผลการจัดอันดับประจำปี 2566 ตามรายงาน IMD World Digital Competitiveness Ranking 2023 (ปี 2566)
“จากการดำเนินนโยบายด้านต่างๆ ในปีนี้ กระทรวงคาดหวังให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการดำเนินการผ่านการทำงานตามแผนที่กล่าวมาข้างต้น แม้บางโครงการจะดำเนินการได้โดยไม่ใช้งบประมาณจะเดินหน้าอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดการพัฒนาและเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจไทย” รมต.ประเสริฐเน้นย้ำ

