หน้าแรก เศรษฐกิจ บสย. ตั้งเป้า...

บสย. ตั้งเป้าค้ำสินเชื่อปี67 ที่ 1.15 แสนล้านบาท เดินหน้าเข้าถึงการค้ำ ‘นอนแบงก์’ มากขึ้น

14.02.24 | 14:14 น.

บสย. ตั้งเป้าค้ำสินเชื่อปี67 ที่ 1.15 แสนล้านบาท เดินหน้าเข้าถึงการค้ำ ‘นอนแบงก์’ มากขึ้น หวังขยายฐานสินเชื่ออนไลน์


เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานค้ำประกันสินเชื่อ บสย. ปี 2566 อนุมัติค้ำประกัน รวม 1.14 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 1. โครงการภาครัฐ อาทิ พีจีเอส 10 จำนวน 5.12 หมื่นล้านบาท (สัดส่วน 45%) ค้ำเฉลี่ยต่อราย 5.9 แสนบาท 2. โครงการค้ำประกันสินเชื่อดอกเบี้ยถูก หรือ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) สินเชื่อฟื้นฟู ระยะที่ 2 จำนวน 4.33 หมื่นล้านบาท (สัดส่วน 38% ) ค้ำเฉลี่ยต่อราย 5.3 ล้านบาท และ3. โครงการ บสย. ดำเนินการเอง วงเงิน 1.94 หมื่นล้านบาท (สัดส่วน 17%) ค้ำเฉลี่ยต่อราย 2.55 ล้านบาท

นายสิทธิกร กล่าวว่า โดยสัดส่วนการค้ำประกันสินเชื่อ เป็นผู้ประกอบการในพื้นที่ กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล 45% ส่วนภูมิภาค 55% ขณะที่การค้ำประกันสินเชื่อโครงการเอสเอ็มอี เพื่อความยั่งยืน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญจาก 27% ในปี 2565 เป็น 29% ในปี 2566 ได้แก่ โครงการค้ำประกันรายย่อยไมโคร โครงการสตาร์ทอัพ อินโนเวชั่น โครงการกรีน เอสเอ็มอี โครงการหนี้นอกระบบและโครงการพิเศษ พ.ร.ก.สินเชื่อฟื้นฟู และโครงการพีจีเอส สำหรับกลุ่มเปราะบาง

Advertisement

นายสิทธิกร กล่าวว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รายใหม่ได้สินเชื่อ จำนวน 9.92 หมื่นราย 80% เป็นผู้ประกอบการรายย่อย (ไมโคร เอสเอ็มอี) รักษาการจ้างงาน รวม 8.55 แสนตำแหน่ง สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 4.70 แสนล้านบาท สร้างสินเชื่อในระบบ 1.24 แสนล้านบาท (คิดเป็น 1.10 เท่า ของยอดค้ำประกัน) ส่วนประเภทธุรกิจค้ำประกันสูงสุด 5 ลำดับโดดเด่นในปี 2566 ได้แก่ 1. ภาคบริการ 30% 2. ภาคการผลิตสินค้าและการค้าอื่นๆ 10% 3. ภาคเกษตรกรรม 10% 4. ภาคอาหารและเครื่องดื่ม 9% และ 5. สินค้าอุปโภค-บริโภค 8% โดย 3 ลำดับแรก 1. ภาคบริการ 2. ภาคการผลิตสินค้าและการค้าอื่นๆ และ 3. ภาคเกษตรกรรม ครองสัดส่วนค้ำประกันถึง 50% ของพอร์ตวงเงินค้ำประกันสินเชื่อทั้งหมด

“สัดส่วนการค้ำประกันสินเชื่อภาคบริการมีแนวโน้มการขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่ภาคการผลิตสินค้าและการค้าอื่นๆ และ ภาคเกษตรกรรม หดตัวเล็กน้อย กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและกลุ่มยานยนต์ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปี 2565 สอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยต่อสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่องจากภาคการท่องเที่ยวสนับสนุนภาคการบริโภค ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ค้ำสูงสุดคือเอสเอ็มอี รายย่อยซึ่งอยู่ในภาคการผลิตสินค้าและการค้าอื่นๆ สัดส่วน 33% ตามด้วย ภาคบริการ และสินค้าอุปโภค-บริโภค” นายสิทธิกร กล่าว

นายสิทธิกร กล่าวว่า ด้านโครงการแก้หนี้ เอสเอ็มอี ประสบความสำเร็จเกินคาด ตัวเลขการช่วยผู้ประกอบการแก้หนี้ สะสมตั้งแต่ปี 2560- 2566 ช่วยลูกหนี้เข้าโครงการประนอมหนี้ จำนวน 1.9 หมื่นราย คิดเป็นมูลหนี้ปรับโครงสร้างสะสม 6,942 ล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระหว่างปี 2565 (เริ่มเมษายน) จนถึงปี 2566 ซึ่งเป็นปีที่ บสย. ออกมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” มาตรการ 3 สี ม่วง เหลือง เขียว “ผ่อนน้อย เบาแรง” ดอกเบี้ย 0% บสย. สามารถช่วยลูกหนี้ได้รับการประนอมหนี้จำนวน 1.33 หมื่นราย คิดเป็นมูลหนี้ 4,723 ล้านบาท โดยในปี 2567 บสย. ยังคงเดินหน้ามาตรการช่วยลูกหนี้อย่างเข้มข้น

นายสิทธิกร กล่าวต่อว่า สำหรับแผนยุทธศาสตร์และทิศทางการดำเนินงาน ในปี 2567 บสย. มุ่งในเรื่องการยกระดับการค้ำประกันสินเชื่อ เชื่อมการบริการใหม่ เข้าถึงเอสเอ็มอีมากขึ้น และวางกลยุทธ์ 3 ช่วย “ช่วย..ค้ำ ช่วย..ปรับโครงสร้างหนี้ ช่วย..แก้หนี้” เสริมแกร่งเอสเอ็มอี พัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืน ดังนี้ 1.ตั้งเป้าค้ำประกันสินเชื่อ 1.15 แสนล้านบาท สนับสนุนเอสเอ็มอี เข้าถึงสินเชื่อในระบบผ่าน 2 โครงการหลักคือ
ได้แก่ โครงการค้ำประกัน ที่ บสย. พัฒนาขึ้น อาทิบีไอ 7 และ อาร์บีพี วงเงิน 7.56 หมื่นล้านบาท และ พ.ร.ก.สินเชื่อฟื้นฟู วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท)

นายสิทธิกร กล่าวว่านอกจากนี้ บสย.ได้เสนอกระทรวงการคลัง อนุมัติโครงการพีจีเอส 11 เพื่อความต่อเนื่องจากโครงการเดิม ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง โดยขนาดวงเงินใกล้เคียงเดิมที่ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการค้ำประกันบสย.ได้เพิ่มอีก

รวมทั้ง อีกแผนงานที่คาดว่าจะขับเคลื่อนเพิ่มเติม คือ บสย.กำลังเตรียมขออนุญาตกระทรวงการคลัง ในการเข้าไปค้ำประกันสินเชื่อของกลุ่มสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นอนแบงก์) เพิ่มเติม เนื่องจากปัจจุบันบสย.ค้ำประกันได้แค่นอนแบงก์ที่เป็นบริษัท ที่มีธนาคารเป็นผู้ถือหุ้นเกิน 50% เท่านั้น ส่วนนอนแบงก์อื่นๆ อาทิ วอลเล็ต ต่างๆ ยังเข้าไปค้ำไม่ได้ ทั้งนี้เชื่อว่า การเข้าไปในตลาดนอนแบงก์ กลุ่มนี้จะช่วยขับเคลื่อนสินเชื่อออนไลน์ และช่วยเอสเอ็มเข้าถึงทุนได้หลากหลายแบบมากขึ้นด้วย

นายสิทธิกร กล่าวว่าสำหรับนโยบายขับเคลื่อนองค์กรก้าวสู่การเป็น Credit Mediator และ SMEs Digital Gateway กองหน้า กองกลาง และ กองหลัง โดยกองหน้า เป็นที่ปรึกษาทางการเงินเอสเอ็มอี ครบวงจร (บสย. F.A. Center) ปรับรูปแบบบริการ สำนักงานเขต 11 สาขาทั่วประเทศ ขยายความร่วมมือกับพันธมิตร ให้ความรู้ช่วยเหลือเอสเอ็มอี ในด้านการเงินและธุรกิจ เพื่อยกระดับเป็น บสย. Business School

นายสิทธิกร กล่าวว่ากองกลาง ก้าวสู่ระบบนิเวศน์ทางการเงิน (Ecosystem) พัฒนา Digital Platform เดินหน้าเฟส 2 สู่ “SMEs Digital Gateway” เชื่อมระบบการค้ำประกันสินเชื่อด้วย Digital Guarantee Platform และบริการใหม่จาก LINE OA @tcgfirst ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 3 หมื่นราย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อ แบบราย Segment เจาะกลุ่มรายย่อย อาชีพอิสระ หนี้นอกระบบ นิติบุคคล ธุรกิจยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงโครงการ CSR ที่ใช้ความเชี่ยวชาญของ บสย. ให้ความรู้กลุ่มผู้ต้องขัง กลุ่มผู้พิการ นักเรียนอาชีวศึกษา และโรงเรียนฝึกอาชีพในชุมชน

นายสิทธิกร กล่าวว่าและ กองหลัง เพิ่มมาตรการการช่วยเหลือลูกหนี้ แก้หนี้อย่างยั่งยืน คือ “มาตรการปลอดดอกเบี้ย” ขยายเวลามาตรการ 3 สี (ม่วง เหลือง เขียว) “บสย. พร้อมช่วย” ผ่อนน้อย เบาแรง เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ต่อเนื่องอีก 1 ปี และ“มาตรการปลดหนี้” ต่อยอด “มาตรการสีฟ้า” ปลดหนี้ ลดต้น 15% สำหรับลูกหนี้ บสย. มาตรการสีเขียว ผ่อนดี 3 งวดต่อเนื่อง สิ้นสุดระยะเวลาทดลองโครงการเฟสแรก 30 มิถุนายน 2567 “มาตรการแก้หนี้” พักหนี้ 1 ปี สำหรับผู้ประกอบการSMEs รหัส 21 ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ระยะเวลาดำเนินโครงการ 18 เดือน เริ่ม 1 ม.ค. 2567 – 30 มิ.ย. 2568) เปิดลงทะเบียนเมื่อ 1 มกราคม 2567 ผ่านช่องทาง Line Official Account @tcgfirst และสำนักงานเขต บสย. ทั่วประเทศ