หน้าแรก เศรษฐกิจ ส.เอสเอ็มอี ช...

ส.เอสเอ็มอี ชง5เรื่องกองทุนฯประชารัฐ เปิดทางรายย่อยเข้าสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ

17.02.24 | 18:21 น.
แฟ้มภาพ

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ มติชน ถึงกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ที่รัฐบาลกลับมาให้ความสำคัญ และอยู่ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม ว่า เอสเอ็มอี ชื่นชมบทบาทกลไกของกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นที่พึ่งพาเอสเอ็มอีให้ได้รับความช่วยเหลือด้านแหล่งทุนต้นต่ำพร้อมจัดโครงการรุกอัดฉีดเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อลดโลกร้อนที่พร้อมระอุขึ้นทุกวันและส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยให้มีความเข้มแข็ง ดันเอสเอ็มอีเตรียมพร้อมรับโอกาสทางธุรกิจและเศรษฐกิจสีเขียวสู่ความยั่งยืนรุ่งเรืองไปด้วยกัน


นายแสงชัย กล่าวต่อว่า แต่สิ่งที่เอสเอ็มอีคาดหวังในการได้ประโยชน์สร้างการเปลี่ยนแปลงธุรกิจคาร์บอนต่ำจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ประกอบด้วย 5 เรื่อง ดังนี้1. การนำบรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มาเป็นกลไกในการส่งเสริมให้เอสเอ็มอีได้ใช้ประโยชน์การค้ำประกันสินเชื่อเพื่อเข้าถึงกองทุนดังกล่าวนี้เพิ่มมากขึ้น 2. การเข้าร่วมโครงการนี้ที่ทางภาครัฐควรส่งเสริมเอสเอ็มอีในการลดภาระทางภาษี การคำนวณคาร์บอนเครดิตที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีธุรกิจได้ด้วย

3. ควรมีระบบที่ปรึกษาให้คำแนะนำเพื่อจัดทำแผนการดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำภาคอุตสาหกรรมต่างๆให้ถูกต้องมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งมีการติดตามให้คำแนะนำ การตรวจประเมินผลและช่วยเหลือสนับสนุนส่งต่อในด้านอื่นๆกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เอสเอ็มอีทั้งก่อนและหลังการขอสินเชื่อ ลดปัญหาการเกิดหนี้เสียได้อีกทางหนึ่งด้วย 4. การปรับเชิงรุก Lean กระบวนการอำนวยสินเชื่อที่ให้ความสะดวก รวดเร็วในการพิจารณาสินเชื่อ โดยเตรียมพร้อมเอสเอ็มอีก่อนขอสินเชื่อโดยการ Orientation รายละเอียดโครงการก่อน การช่วยเหลือในการรับสมัคร เพื่อให้ผู้ประกอบการที่มีความพร้อม ตรงตามคุณสมบัติและเกณฑ์ที่ต้องการได้จัดเตรียมความพร้อมเอกสารหลักฐานต่างๆ อีกทั้งการมีกลไกดูแลช่วยเหลือแนะนำผู้ที่ถูกปฏิเสธสินเชื่อถึงสาเหตุและแนวทางการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อโครงการอื่นต่อไปในอนาคต

และ5. ควรใช้บทบาทกองทุนฯนี้เพื่อส่งเสริมมาตรการสร้าง Soft Power ในระดับครัวเรือนตามนโยบายรัฐบาล เพื่อส่งเสริมการสร้างอาชีพที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เติบโตขึ้นจากปัจจุบันสินค้าและบริการสร้างสรรค์มีสัดส่วน GDP ไม่เกินร้อยละ 10 อาทิ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ อุตสาหกรรมอาหารนวัตกรรมและเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน อุตสาหกรรมซอฟแวร์ ดิจิทัลเทคโนโลยี อุตสาหกรรมกีฬาและบันเทิง อุตสาหกรรมการออกแบบและแฟชั่น เป็นต้น

Advertisement