‘เอสเอ็มอี’ ถก ‘พณ.’ เสนอ 6 ด้านแก้สินค้าจีนทะลัก-เร่งลดค่าครองชีพแรงงาน

18.02.24 | 08:00 น.

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ มติชน ถึงการแก้ไขภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาทไม่ต้องเสียภาษี ว่า เป็นเรื่องที่ต้องทบทวนอย่างรอบด้านและประเมินผลกระทบกับผู้ประกอบการไทย และเศรษฐกิจไทยในแต่ละภาคส่วนร่วมด้วย โดยต้องดำเนินการมาตรการอื่นๆ ร่วมด้วย อย่างล่าสุดในการประชุมกับกระทรวงพาณิชย์ สมาพันธ์ได้นำเสนอ 2 เรื่อง คือ เรื่องแรก อุปสรรคและแนวทางการแก้ไขปัญหาสินค้าจีนทะลักไทย 6 ด้าน ได้แก่ 1.การเจรจาข้อตกลงทางการค้าไทย-จีน และการส่งเสริมการลงทุน (FTA & BOI) กล่าวคือ ควรทบทวนอัตราภาษีนำเข้ารายกลุ่มสินค้าที่ไทยเสียเปรียบ ซึ่งต้องไม่ให้จนเกิดผลกระทบกับผู้ประกอบการไทย ขณะที่จีนเองก็ไม่ได้ให้สิทธิประโยชน์ทางการค้าเราอย่างเท่าเทียมกัน และทบทวนสิทธิประโยชน์ในการส่งเสริมการลงทุนจากจีนให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจไทย ทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี และคำนึงถึงผลกระทบกับผู้ประกอบการไทย เอสเอ็มอีที่อยู่ในห่วงโซ่การค้าการลงทุนนั้นๆ อย่างรอบด้าน


2.การบังคับใช้กฎหมายการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจการค้ากับนักธุรกิจจีน หรือนอมินีให้ทำการค้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งการลักลอบนำเข้าสินค้าจากจีนที่ผิดกฎหมาย หลบเลี่ยงภาษี และขายนอกระบบหรือในระบบแต่ใช้ช่องว่างทางกฎหมาย และเจ้าหน้าที่รัฐบางรายเอื้อประโยชน์ 3.การส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจและเกษตรกรไทยลดการนำเข้าจากจีน เน้นเศรษฐกิจพึ่งพาตนเอง ผลิตเพื่อใช้เองทดแทนนำเข้า ส่งออกส่วนเกินลดการขาดดุลทางการค้า และเจรจาเชิงรุกกับจีนในการนำธุรกิจ สินค้า บริการ การท่องเที่ยวไทยกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ BCG และเป็นที่ต้องการของชาวจีนเข้าไปทำตลาดในมณฑล พื้นที่ต่างๆ ของจีน ผ่านทูตพาณิชย์ BOI และกระทรวงการต่างประเทศร่วมกันกับภาคเอกชนในแต่ละขนาดด้วย

4.ส่งเสริมสินค้าไทยสร้างนวัตกรรมและแบรนด์เจาะตลาดออนไลน์จีน เพื่อขยายการเติบโตการค้าออนไลน์กับจีน และใช้กฎหมายบังคับธุรกิจออนไลน์ที่ดำเนินธุรกิจในไทยต้องจดทะเบียนและเสียภาษีอย่างถูกต้อง
5.การบังคับใช้มาตรฐานสินค้าและการกำกับตรวจจับดำเนินคดีให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเท่าเทียมกัน และไม่ให้เกิดความได้เปรียบผู้ประกอบการไทย ทั้งๆ ที่สินค้าไทยส่งออกไปจีนมีการตรวจอย่างเข้มงวดทุกรายการ และ 6.จัดตั้งองค์กร Public Private Partnership ขับเคลื่อนความร่วมมือรัฐ อต. อ.ต.ก. อคส. และเอกชน รุกรวมซื้อ รวมขายสินค้าเกษตร OTOP SME เป็นต้น เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองสินค้านำเข้า ส่งออกให้กับกลุ่มผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานรากไทย ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ดังที่จีนใช้ COFCO หน่วยงานรัฐวิสาหกิจสร้างอำนาจการต่อซื้อข้าวจากต่างประเทศและสินค้าอื่นๆ ในราคาและจำนวนที่ต้องการ จากนั้นนำมาทำตลาดในประเทศ

“ในส่วนเรื่องที่สอง คือการนำเสนอมาตรการลดค่าครองชีพแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคม เพื่อให้ภาคเอกชนทุกขนาดกิจการและในท้องถิ่นต่างๆ ร่วมกันลดราคาสินค้า บริการ อาทิ สินค้าอุปโภค บริโภค ค่าเดินทางคมนาคม ซึ่งอาจให้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้า บริการแบบ e-voucher ผ่านแอพพ์ของภาครัฐ 500-1,000 บาทต่อรายร่วมกับสำนักงานประกันสังคม และร้านค้าธงฟ้าทั่วประเทศ และอาจรวมถึงกลุ่ม Modern trade ที่สนใจเข้าร่วมเป็นสวัสดิการแรงงาน เพื่อลดผลกระทบค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยสนับสนุนแรงงานทั้งมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 ที่มีกว่า 24 ล้านราย รวมทั้งจูงใจแรงงานนอกระบบเข้าระบบ โดยมีช่องทางสิทธิประโยชน์ในการบ่มเพาะพัฒนา เพิ่มขีดความสามารถ ทักษะ สมรรถนะแรงงานที่มีคุณค่าความสร้างสรรค์ตอบสนองต่อทิศทางตลาดแรงงานร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานให้เกิด Workforce credit scoring แก้ไขปัญหาค่าแรงงานเกิดความเป็นธรรม และมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนในการกำหนดค่าแรงให้สอดคล้องเป็นระบบมาตรฐานภายหลังจากการนำเสนอทางกระทรวงพาณิชย์รับไปพิจารณาดำเนินการช่วยเหลือต่อ” นายแสงชัยกล่าว

Advertisement