สศช. ชี้ถึงเวลาธปท. ใช้ดอกเบี้ยช่วยศก. หลังรัฐทำทุกทางสู้หนี้ครัวเรือน-ธุรกิจพุ่ง
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2566 ขยายตัวได้เพียง 1.7% ทำให้ทั้งปี 2566 ขยายตัวได้ 1.9% ชะลอตัวลงจากการขยายตัว 2.5% ในปี 2565 จึงปรับลดคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2567 เหลือโต 2.2-3.2% จากเดิมคาดโตประมาณ 2.7-3.7% ทำให้เศรษฐกิจที่ออกมาสะท้อนถึงปัญหาที่อยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย คือหนี้ที่สูงโดยเฉพาะภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้มาตรการต่างๆ เกือบทั้งหมดแล้ว อาทิ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ดึงดูดการลงทุนใหม่ในประเทศ แต่ปัญหาหนี้ครัวเรือนและธุรกิจยังอยู่
นายดนุชากล่าวว่า น่าจะถึงช่วงเวลาที่มาตรการการเงินเข้ามาช่วยเศรษฐกิจแล้ว โดยสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจังในช่วงถัดไปคือ มาตรการด้านการเงินต้องเข้ามามีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้าให้ได้ โดยเฉพาะการลดภาระครัวเรือนและเอสเอ็มอี อาทิ อัตราดอกเบี้ยต่างๆ ต้องพิจารณาจริงจัง ไม่ว่าจะอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนต่างดอกเบี้ย ซึ่งเน้นลงไปภาคครัวเรือนและเอสเอ็มอี เพื่อให้ส่วนต่างดอกเบี้ยแคบลง แต่แนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ย ธปท.ต้องเป็นผู้พิจารณา ซึ่งหากสามารถทำได้เร็ว น่าจะมีส่วนช่วยได้พอสมควร คงต้องประเมินประกอบกัน ในแง่อัตราแลกเปลี่ยนควบคู่ไปด้วย แต่หากมองมุมช่วยลดภาระ อัตราดอกเบี้ยคงต้องมีการพิจารณาแบบละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้งต่อไป
ส่วนมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ อยู่ที่การออกแบบว่าออกมากระตุ้นการผลิตสินค้าและลงทุนให้มากขึ้นได้อย่างไร จึงขอหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการในช่วงถัดไป
“ขณะนี้กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ไม่มีปัญหามาก แต่ที่มีปัญหาคือครัวเรือนและเอสเอ็มอี จึงต้องหามาตรการออกมาช่วยให้เกิดการปรับตัวของส่วนต่างดอกเบี้ยกลุ่มเอสเอ็มอีและครัวเรือน โดยต้องมีมาตรการเข้าไปดูเป็นการเฉพาะ เพื่อไม่ให้ดอกเบี้ยที่ลดลงทำให้มีการก่อหนี้มากขึ้นหรือการก่อหนี้เกินตัว เพื่อกำกับไม่ให้เกิดผลกระทบเชิงลบด้วย” นายดนุชากล่าว
นายดนุชากล่าวว่า การใช้มาตรการผ่อนคลายในกรณีชำระบัตรเครดิตขั้นต่ำ ซึ่งปัจจุบันใช้อยู่ที่อัตรา 8% ของยอดชำระรวม อาจพิจารณากลับไปใช้ที่ขั้นต่ำ 5% อีกสักระยะ เพื่อช่วยให้ภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อย มีกำลังในการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันธนาคารมีส่วนต่างประมาณ 5% เพื่อให้ภาคครัวเรือนและกลุ่มเอสเอ็มอีมีสภาพคล่องเพิ่ม
ยอมรับว่ารายย่อยต้องจ่ายเงินงวดผ่อนบ้าน นับว่าสำคัญมาก เอสเอ็มอีและรายย่อยนำบัตรเครดิตมารูดใช้เป็นทุนประกอบอาชีพอย่างมาก หากรายใดมีปัญหาค้างชำระหนี้เป็นเวลานาน ต้องดึงลูกหนี้มาเจรจาหนี้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อหนี้เสียหรือเอ็นพีแอล

