หน้าแรก เศรษฐกิจ แบงก์ชาติ รับ...

แบงก์ชาติ รับเรื่อง สภาพัฒน์ จ่อนัดถกปรับชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตลงที่ 5% หลังขยับขึ้น 8%

19.02.24 | 14:15 น.

แบงก์ชาติ รับเรื่อง สภาพัฒน์ จ่อนัดถกปมปรับชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตลงที่ 5% หลังขยับขึ้น 8%

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เรียกร้องให้ ธปท. ลดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำของบัตรเครดิตลงเหลือ 5% จากที่ได้ปรับขึ้นเป็น 8% ในปี 2567 นั้น

น.ส.สุวรรณีกล่าวว่า การที่ ธปท.มีการขยับการชำระขั้นต่ำขึ้นจาก 5% เป็น 8% ได้ใช้วิธีการทยอยปรับขึ้น ซึ่งไม่ได้ปรับไปที่ 10% ทันที แต่เข้าใจลูกหนี้ที่ผ่อนไม่ไหว ซึ่ง ธปท.ได้ให้ผู้ประกอบการทั้งสถาบันการเงินและไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) รวมกว่า 11 ราย ให้มีข้อเสนอให้ลูกค้าที่ไม่สามารถผ่อนชำระขั้นต่ำไม่ไหวให้โอนย้ายเปลี่ยนประเภทหนี้ของบัตรเครดิตเป็นสินเชื่อที่มีการผ่อนชำระเป็นงวด (Installment Loan) ที่มีวันจบหนี้ได้ โดยหลายที่มีการลดดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ด้วย

“เมื่อสภาพัฒน์ได้พูดแล้วคิดว่าจะต้องมีการหารือกันถึงข้อดี ข้อเสียต่างๆ เพราะเข้าใจว่าสภาพัฒน์มองถึงกลุ่มเอสเอ็มอีที่ใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้ามาทำธุรกิจ จึงจะรับเรื่องนี้มาหารือภายในระหว่างกัน” น.ส.สุวรรณีกล่าว

ทั้งนี้ การปรับขั้นต่ำขึ้นอาจจะเจ็บในระยะสั้น เพราะขยับขึ้นจาก 5% เป็น 8% แต่ถ้ามองในระยะยาวจะเป็นผลดีต่อลูกหนี้ เช่น วงเงินกู้บัตรเครดิตเฉลี่ย 80,000 บาท ดอกเบี้ย 16% ต่อปี ผ่อนขั้นต่ำต้องไม่ต่ำกว่า 500 บาท จะต้องจ่ายอีก 6 ปี 8 เดือน ถึงจะหมด และเสียดอกเบี้ย 27,000 บาท หากไม่กำหนดขั้นต่ำที่ 500 บาท หรือคิดที่ 5% ไปเรื่อยๆ จะใช้เวลา 10 ปี 3 เดือน ยอดหนี้ถึงจะหมด

Advertisement

น.ส.สุวรรณีกล่าวว่า ด้านสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีไตรมาส 3/2566 อยู่ที่ 90.9% ทรงตัวจากไตรมาสก่อน คาดการณ์ตัวเลขไตรมาส 4/2566 ตัวเลขหนี้ครัวเรือนอาจจะขยับขึ้นเล็กน้อยประมาณการที่ 91% ขณะที่ภาคธุรกิจมีสัดส่วนหนี้สินต่อจีดีพีลดลงไตรมาส 3/2566 อยู่ที่ 87.4% เทียบกับไตรมาส 2/2566 ที่ 88% ซึ่งอัตราเฉลี่ยทรงตัวและมีแนวโน้มลดลงจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและการก่อหนี้ที่ชะลอลง ด้านความสามารถในการทำกำไรโดยรวมทยอยปรับดีขึ้น ตามภาคการผลิตโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเคมีภัณฑ์และกลุ่มปิโตรเลียม ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวแม้ปรับดีขึ้นแต่ค่าใช้จ่ายต่อทริปยังคงต่ำกว่าคาด

ทั้งนี้ ความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินโดยลูกหนี้ภายใต้มาตรการช่วยเหลือในภาพรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน จากการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ซึ่งมีความเปราะบางมากกว่ากลุ่มลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์

“โดยยอดภาระหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือ 3.52 ล้านล้านบาท คิดเป็นจำนวนบัญชีที่ได้รับความช่วยเหลือ 6.37 ล้านบัญชี สะท้อนว่าลูกหนี้ยังต้องการสินเชื่อและเจ้าหนี้ (ผู้ให้บริการสินเชื่อ) อยากให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม” น.ส.สุวรรณีกล่าว

น.ส.สุวรรณีกล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าของมาตรการฟื้นฟูฯ ข้อมูล ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 จะหมดเขตยื่นคำขอตามพระราชกำหนด พ.ร.ก.ฟื้นฟูฯ ในวันที่ 9 เมษายน 2567 โดยยอดสินเชื่อที่มีการอนุมัติแล้วอยู่ที่ 2.62 แสนล้านบาท จากวงเงินที่ตั้งไว้ 2.5 แสนล้านบาท ส่วนที่เกินมาจากมีการปิดโครงการพักทรัพย์พักหนี้และโอนเงินมาจากโครงการดังกล่าวที่ 2.5 หมื่นล้านบาท จำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือแล้ว 66,224 ราย เหลือเงินเฉลี่ย 13,000 ล้านบาท คาดว่าจะหมดได้พอดีในช่วงเดือนเมษายนนี้

ด้านสินเชื่อเพื่อการปรับตัว มีสินเชื่อที่อนุมัติแล้ว 9,185 ล้านบาท จำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือ 598 รายและวงเงินที่อนุมัติเฉลี่ย 15.4 ล้านบาทต่อราย

“ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจขนาดเล็กที่ได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น และครัวเรือนบางกลุ่มที่ยังมีฐานะการเงินเปราะบางจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ซึ่งอาจส่งผลให้หนี้เสียทยอยปรับเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้และไม่เกิดหน้าผาเอ็นพีแอล (NPL cliff)” น.ส.สุวรรณีกล่าว