กองทุนน้ำมันบักโกรก ดีเซลดันหนี้ท่วมจ่อแสนล้านเม.ย. พลังงานจ่อถกคลังอุ้มด่วน
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงเตรียมทบทวนมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ในส่วนของน้ำมันดีเซลที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ตรึงราคาไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2567 หลังกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาดีเซลเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5.30 บาทต่อลิตร จากเดิมที่เคยอุดหนุนในอัตราไม่ถึง 5 บาทต่อลิตร ทำให้ฐานะกองทุนน้ำมัน ณ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 มีฐานะสุทธิติดลบสูงถึง 87,828 ล้านบาท แบ่งเป็น ปัญชีแอลพีจีติดลบ 46,584 ล้านบาท บัญชีน้ำมันติดลบ 41,244 ล้านบาท ขณะที่กรอบเงินกู้ใกล้เต็ม เพราะสามารถเบิกจากสถาบันการเงินได้อีกประมาณ 3 หมื่นล้านบาท จากปี 2565-2566 ที่รัฐบาลให้กรอบวงเงินกู้ได้ไม่เกิน 1.5 แสนล้านบาท โดยทำเรื่องกู้รวมไปแล้ว 1.05 แสนล้านบาท สถานการณ์นี้ทำให้กองทุนน้ำมันฯ จะตรึงราคาน้ำมันดีเซลได้จนสิ้นสุดมาตรการเท่านั้น
“ดังนั้นหนึ่งในแนวทางสำคัญคือ การหารือกับกรมสรรพสามิต เพื่อใช้กลไกของภาษีสรรพสามิตในการช่วยสนับสนุนกองทุนหลังสิ้นมาตรการวันที่ 31 มีนาคม 2567” แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ ต้องจ่ายอุดหนุนเฉพาะดีเซลวันละประมาณ 375 ล้านบาทหรือเฉลี่ยเดือนละ 1.1 หมื่นล้านบาท เมื่อหักลบกับรายได้จากกลุ่มเบนซินและชดเชยแอลพีจีอีกประมาณ 1,700 ล้านบาทต่อเดือน ทำให้กองทุนน้ำมันมีเงินไหลออกวันละประมาณ 320.50 ล้านบาทหรือเดือนละประมาณ 10,000 ล้านบาท หากระดับราคาน้ำมันดีเซลตลาดโลกยังคงมีทิศทางผันผวนในระดับเฉลี่ย 105-110 เหรียญต่อบาร์เรล คาดว่าฐานะกองทุนน้ำมันจะติดลบประมาณ 100,000 ล้านบาทภายในเมษายนนี้
ทั้งนี้ จากวงเงินที่เหลือกองทุนน้ำมันอาจจะบริหารจัดการตรึงราคาดีเซลได้นานสุดคือ เมษายนเท่านั้น หลังจากนั้นพฤษภาคมจะเกิดปัญหา กระทรวงพลังงานจึงกำลังเร่งหาแนวทางดำเนินการ จะต้องสรุปออกมาให้ชัดเจนในช่วงมีนาคมถึงต้นเมษายนโดยเร่งด่วน เพราะสถานการณ์ของกองทุนต่างจากอดีตที่เป็นวิกฤตราคาน้ำมัน แต่ปัจจุบันเป็นวิกฤตสภาพคล่องกองทุนน้ำมันแล้ว ซึ่งการกู้เพิ่มนั้นแม้แต่สถาบันการเงินรัฐคงไม่สามารถดำเนินการให้ได้หากไม่มีแหล่งรายได้ไปการันตี

