หน้าแรก เศรษฐกิจ ส.น้ำเมา ชี้ล...

ส.น้ำเมา ชี้ลดภาษีไวน์ช่วย ศก.ไม่มาก คนชอบ ‘สุรากลั่น-เบียร์’ มากกว่า จี้ปลดล็อกขายตอนบ่าย

21.02.24 | 09:42 น.
ภาพโดย congerdesign จาก Pixabay

สมาคมน้ำเมา ชี้ลดภาษีไวน์ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มาก เร่งรัฐบาลยกเลิกห้ามขายเหล้าช่วงบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น


ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2567 เห็นชอบปรับปรุงโครงสร้างจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวว่า โดยจากการดูรายละเอียด ประกอบด้วย ภาษีสรรพสามิต เครื่องแอลกอฮอล์ ประเภทไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์ที่ทำจากองุ่น จากเดิมเก็บภาษีตามมูลค่า โดยราคาเกิน 1,000 บาท ที่ 10% ส่วนไวน์ที่ราคาไม่เกิน 1,000 บาท เก็บที่ 0% ปรับเป็นจัดเก็บอัตราภาษีเดียวที่ 5% และปรับลดอัตราภาษีตามปริมาณแอลกอฮอล์จาก 1,500 บาทต่อลิตร เหลือ 1,000 บาทต่อลิตร

ภาษีฟรุ๊ตไวน์ หรือสุราแช่ผลไม้ที่มีส่วนผสมขององุ่น หรือไวน์องุ่น จากเดิมเก็บภาษีตามมูลค่า โดยราคาเกิน 1,000 บาท ที่ 10% และสำหรับไวน์ที่ราคาไม่เกิน 1,000 บาท ที่ 0% ปรับเป็นอัตราเดียวที่ 0% ทั้งหมด ขณะที่การเก็บภาษีตามปริมาณแอลกอฮอล์ยังเท่าเดิมที่ 900 บาทต่อลิตร

สุราแช่พื้นบ้าน เช่น อุ กระแช่ สาโท ที่มีแรงแอลกอฮอล์ไม่เกิน 7 ดีกรี จากเดิมเก็บภาษีตามมูลค่า 10% ลดเหลือ 0% ขณะที่ภาษีตามปริมาณเก็บเท่าเดิม 150 บาทต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์

Advertisement

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ นายธนากร คุปตจิตต์ ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวกับ “มติชน” ว่า จากมาตรการดังกล่าวพูดถึงสุราประเภทสุราแช่เท่านั้นคือ ไวน์ สุราแช่พื้นบ้านเท่านั้น ดังนั้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวคือ อุตสาหกรรมไวน์ ที่ได้ลดภาษีไปโดยรวมกว่าครึ่งหนึ่ง และยังมีการลดภาษีอากรลง ซึ่งก็จะเป็นกลุ่มไวน์จากทางยุโรป อาทิ ฝรั่งเศส ที่ได้อานิสงส์ แต่หากเป็นไวน์จากประเทศที่มีการทำข้อตกลงทางการค้า (เอฟทีเอ) ก็ได้ยกเว้นอยู่แล้ว และอีกลุ่มที่ได้ประโยชน์คือ ผู้ประกอบการสุราพื้นบ้าน

นายธนากรกล่าวว่า มองว่ามาตรการดังกล่าวยังมีผลในการช่วยกระตุ้นไม่เยอะ โดยถ้ามองทั่วไป พฤติกรรมคนของคนที่ชอบบริโภคไวน์ยังมีจำนวนน้อย และคนส่วนใหญ่ชอบสุรากลั่น วิสกี้ บรั่นดี รวมถึงเบียร์มากกว่า แต่มาตรการดังกล่าวไม่ได้พูดถึงเลย ดังนั้น มาตรการดังกล่าวจึงยังไม่มีผลกระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวเท่าที่ควร แต่จะไปช่วยเรื่องแก้ไขปัญหาไวน์ลักลอบ หรือหนีภาษี ให้เขาระบบมากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี และแม้เหมือนจะเก็บภาษีได้มากขึ้น แต่ก็ไปทดแทนส่วนที่ลดภาษีลงไป

นายธนากรกล่าวต่อว่า นอกจากมาตรการที่รัฐบาลได้ทำแล้ว ในด้านการเงินการคลัง ถ้ารัฐบาลอยากให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวจริงๆ ก็ต้องมองด้านอื่นๆ ด้วย เช่นที่สมาคมกำลังผลักดันคือการยกเลิกกฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ที่ยังเป็นอุปสรรคและผลกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2567 ที่มี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก็ยังมีมติไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิกตามที่ภาคเอกชนเสนอ แต่ขอศึกษาก่อน

“สมาคมไม่ได้ต้องการให้เปิดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมงแบบที่เป็นข่าวบิดเบือนไป แต่แค่อยากให้ยกเลิกช่วง 14.00-17.00 น. ที่เป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวในหลายประเทศก็คุ้นเคยกับการดื่มเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ในมื้อของการรับประทานอาหาร รวมทั้งนักท่องเที่ยวก็จะเช็กอินตอนช่วงบ่ายๆ อาจจะอยากรับประทานอาหารและมีการสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย แต่เมื่อถึงเวลาบ่ายสองโมงร้านอาหาร โรงแรม หรือร้านค้าต่างๆ กลับขายให้ไม่ได้ ก็กลายเป็นเสียโอกาสไป” นายธนากรกล่าว

นายธนากรกล่าวว่า ต่อให้มีกฎหมายห้ามขาย แต่บางร้าน บางคนขายอาจจะยังลักลอบขาย หรือไม่ก็ลูกค้าที่รู้ก็ซื้อมาตุนก่อนเวลา ซึ่งพอถึงบ่ายสองก็ยังดื่มได้เพราะซื้อมาก่อนเวลาแล้ว ดังนั้น ข้อกฎหมายดังกล่าวจึงไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน และกฎหมายดังกล่าวก็ไม่ถึงขั้นต้องดำเนินการผ่านรัฐสภา ดังนั้น ไม่ได้ยุ่งยาก จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาที่จะทดลองยกเลิกสัก 1 ปี และทำการติดตามผล หากกฎหมายดังกล่าวทำให้มีผลกระทบต่อสังคม อาทิ อุบัติเหตุรถยนต์มากขึ้น เด็กเข้าถึงมากขึ้น ก็ค่อยกลับมาใช้ข้อกฎหมายอีกครั้งได้

นายธนากรกล่าวต่อว่า แต่ภาคเอกชนของยืนยันว่าเราให้ความสำคัญไม่ใช่แค่เพียงด้านเศรษฐกิจ แต่ยังคงสนับสนุนด้านสังคม อย่างเรื่องอุบัติเหตุรถยนต์และด้านความมั่นคง คือเรื่องการห้ามจำหน่ายกับเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี ส่วนนี้ยังคงเห็นด้วยที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญและมีการเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมายต่อไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง