หน้าแรก เศรษฐกิจ แบงก์คาด กนง....

แบงก์คาด กนง.ลดดอกเบี้ยเร็วสุด เม.ย. รอลุ้นตัวเลข ศก.ก่อน ลั่นไร้ความจำเป็นถกนัดพิเศษ

21.02.24 | 10:07 น.
แฟ้มภาพ

แบงก์คาด กนง.ลดดอกเร็วสุดเดือน เม.ย. ชี้รอลุ้นตัวเลข ศก. ลั่นไม่มีความจำเป็นต้องประชุมนัดพิเศษ

ตามที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างจริงจัง เพื่อลดภาระภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัวลง

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ แหล่งข่าวจากวงการธนาคาร ระบุว่า จากที่ สศช.แถลงตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาส 4/2566 เติบโตต่ำเพียง 1.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้จะเป็นกรอบล่างที่หลายสำนักงานคาดการณ์ แต่ก็เป็นตัวเลขที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2565 โดยไตรมาส 4 ขยายตัวที่ 1.4% เพียงแต่ขณะนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังช้า

ดังนั้น ความจำเป็นในการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นัดพิเศษ ก่อนการประชุมในรอบถัดไปในวันที่ 10 เมษายน 2567 เพื่อพิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ที่ 2.50% จะยังคงไม่เกิดขึ้น เนื่องจาก กนง.จะรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงก่อนการประชุมว่าเคลื่อนไหวในลักษณะใด และจะนำข้อมูลมาพิจารณาในการประชุมตามกำหนดการเดิม

อย่างไรก็ตาม โอกาสในการลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนเมษายนนี้ก็มีความเป็นไปได้สูง ถ้าในช่วงเดือนนี้ หรืออีก 2 เดือนถัดไป หรือระหว่างทางตัวเลขเศรษฐกิจออกมาไม่ดี จากปัจจัยนี้จะสนับสนุนให้โอกาสในการลดอัตราดอกเบี้ยลงมีมากขึ้น ซึ่งเร็วกว่าการคาดการณ์เดิมที่มองว่า กนง.จะลดดอกเบี้ยได้ในช่วงกลางปี 2567

Advertisement

“ความจำเป็นที่ กนง.จะประชุมนัดพิเศษเพื่อลดดอกเบี้ยขณะนี้ยังไม่เห็น แต่ถ้า กนง.มีการประชุมนัดพิเศษจริงจะเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ดีนัก เพราะเกิดจากแรงกดดันจากฝั่งรัฐบาล ส่งผลให้ กนง.ดำเนินการอย่างไม่เป็นอิสระ” แหล่งข่าวกล่าว

กรณี สศช.ขอให้ ธปท.พิจารณาผ่อนคลายมาตรการสินเชื่อบัตรเครดิต โดยปรับลดการชำระขั้นต่ำบัตรเครดิต จาก 8% เหลือ 5% อีกสักระยะ เพื่อเป็นการช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้เปราะบาง

แหล่งข่าวจากวงการธนาคารระบุด้วยว่า จากที่ ธปท.ระบุว่าแม้จะมีการดำเนินมาตรการปรับการชำระขั้นต่ำของสินเชื่อบัตรเครดิตขึ้นมาที่ 8% จากเดิม 5% ซึ่งมีความเข้าใจดีว่ามีกลุ่มเปราะบางอาจจะได้รับความเดือดร้อน แต่ ธปท.ได้ให้ผู้ให้บริการสินเชื่อมีมาตรการช่วยเหลือแก่กลุ่มดังกล่าวแล้ว เช่น ให้เปลี่ยนจากสินเชื่อบัตรเครดิตไปเป็นสินเชื่อเงินก้อนแทน และมีการผ่อนรายเดือนในขนาดที่ต่ำลง หรือเปลี่ยนเป็นหนี้ระยะยาว

อย่างไรก็ตาม จากที่ ธปท.รับเรื่องที่ สศช.ขอให้ปรับลดอัตราการผ่อนชำระลง และระยะถัดไปอาจจะมีการพูดคุยระหว่างหน่วยงานเกิดขึ้น แต่ก็มองว่าหากจะมีการปรับลดอัตราการผ่อนชำระลงมาอยู่ที่ 5% ธปท.ต้องเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นผิดพลาดไปจากที่คาดการณ์ไว้ และส่งผลกระทบต่อความความสามารถในการชำระคืน เริ่มเห็นภาระจากปัญหาหนี้เสียที่จะเกิดมากขึ้น

“ดังนั้น ระยะนี้อาจเป็นไม่ได้ว่า ธปท.ติดตามผลจากการปรับมาตรการดังกล่าว หากผิดคลาดจริงอาจจะมีการปรับมาตรการใหม่ แต่ ณ ตอนนี้ ธปท.ก็มีมาตรการอื่นช่วยเหลือลูกหนี้ จึงยังไม่เห็นสัญญาณว่าจะมีการปรับมาตรการใหม่” แหล่งข่าวกล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง