ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 36.00 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 36.00 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 36.07 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.90-36.15 บาท/ดอลลาร์
นายพูนกล่าวว่า โดยในช่วงคืนก่อนหน้า ค่าเงินบาทได้ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง (แกว่งตัวในช่วง 35.95-36.09 บาทต่อดอลลาร์) ตามจังหวะการย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่หนุนให้ราคาทองคำรีบาวด์ขึ้นได้ ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนได้ทยอยขายทำกำไรการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำและโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินบาท
นายพูนกล่าวว่า สำหรับวันนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด รวมถึงรายงานการประชุม FOMC ล่าสุด (รับรู้ในช่วง 02.00 น. เช้าวันพฤหัสฯ ตามเวลาประเทศไทย) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดก็จะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และรายงานการประชุม ECB ล่าสุด เช่นกัน โดยการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ ECB เทียบกับเฟด จะส่งผลต่อทิศทางเงินยูโร (EUR) ได้พอสมควร
และนอกเหนือจากปัจจัยดังกล่าว ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ซึ่งผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจรายงานผลประกอบการของ Nvidia เป็นพิเศษ และการตอบสนองของราคาหุ้น Nvidia ต่อรายงานผลกำไร ก็จะส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้
นายพูนกล่าวว่า สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงมุมมองเดิมว่า ปัจจัยกดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่านั้นยังมีอยู่ เพียงแต่ว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าลงของเงินบาทนั้นได้แผ่วลงชัดเจน (เราคง Call Short-term peak เงินบาท 36.50 บาทต่อดอลลาร์ ที่ได้ประเมินไว้ ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์) สะท้อนผ่านการทยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอย่างต่อเนื่องเข้าใกล้โซนแนวรับ 36.00 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากที่เงินบาทยังไม่สามารถอ่อนค่าทะลุระดับ 36.20 บาทต่อดอลลาร์ไปได้
อย่างไรก็ดี เงินบาทก็ยังขาดปัจจัยหนุนฝั่งแข็งค่าที่ชัดเจน ทำให้การเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงนี้ อาจมีลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ แต่ก็มีโอกาสแข็งค่าขึ้นบ้าง) ซึ่งต้องจับตาว่า เงินบาทจะเผชิญปัจจัยกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม เช่น แรงกดดันจากทางการเมือง เพื่อเร่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรีบลดดอกเบี้ย หรือ โฟลว์ขายสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติ หรือไม่ โดยเบื้องต้นเราประเมินว่า เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นผ่านโซนแนวรับ 35.80-35.90 บาทต่อดอลลาร์ ไปได้ง่าย หากไม่มีปัจจัยหนุนการแข็งค่าใหม่ๆ ที่ชัดเจน
อนึ่ง ควรระวังความผันผวนของตลาดค่าเงินในช่วงผู้เล่นในตลาดทยอยรับรู้ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก ทั้ง เฟด และ ECB นอกจากนี้ การตอบสนองของผู้เล่นในตลาดต่อรายงานผลประกอบการของ Nvidia ที่สามารถส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน ก็อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดค่าเงินได้ โดยในกรณีที่ ตลาดเปิดรับความเสี่ยงต่อเนื่อง ก็จะทำให้เงินดอลลาร์ย่อตัวลงต่อได้ ในทางกลับกัน หากตลาดการเงินยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ก็จะสามารถหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น จากความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ในระยะสั้น
“ความผันผวนของเงินบาทนั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และการเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ก็เป็นอีกแนวทางในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง”นายพูนกล่าว

