Bitcoin ซื้อตอนนี้ ยังทันหรือไม่ บนความเชื่อคริปโทเทรนด์4ปีมีครั้ง

22.02.24 | 15:00 น.
Bitcoin ซื้อตอนนี้ ยังทันหรือไม่ บนความเชื่อคริปโทเทรนด์4ปีมีครั้ง

Bitcoin ซื้อตอนนี้ ยังทันหรือไม่
บนความเชื่อคริปโทเทรนด์4ปีมีครั้ง

กระแสโลกคริปโทเทรนด์ ในวงการมักกล่าวเสมอว่าวัฏจักร 1 รอบ การเฟื่องฟู และชะลอตัวลง จะใช้เวลาประมาณ 4 ปี และในวงการมองว่าวัฏจักรรอบใหม่ เริ่มต้นในปี 2567 นี้

ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร วันนี้ได้ ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน (เอ็ม) ผู้ร่วมก่อตั้ง FWX.finance แพลตฟอร์มการเงินไร้ศูนย์กลาง (DeFi) สำหรับตราสารอนุพันธ์ อาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาเล่าถึงโลกคริปโทเทรนด์ ที่จะได้เห็นจากนี้

โดยเริ่มเล่าว่า กระแสของ Bitcoin ได้กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้นมาสูงมากในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา จากราคา 20,000 USD จนขึ้นมายืนเหนือ 50,000 USD ได้ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาอีกครั้งว่า ถ้าจะซื้อ bitcoin ตอนนี้ ยังทันไหม? และราคาจะขึ้นไปถึงเท่าไร?

คนที่ถามคำถามนี้ หรือคนที่ซื้อ Bitcoin ในช่วงราคา 50,000 ถึง 60,000 และติดดอย ขาดทุนมาจนถึงทุกวันนี้ อาจจะไม่ทราบ หรือไม่เข้าใจเกี่ยวกับ cycle ของ Bitcoin ที่เรียกว่า Bitcoin Halving

Advertisement

จากการออกแบบโดย Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin ผู้ที่ร่วมในการยืนยันธุรกรรมของระบบ Bitcoin (นักขุด Bitcoin หรือ Miners) จะได้รับรางวัลจากการเป็นผู้ยืนยันธุรกรรมเป็น Bitcoin ซึ่งจำนวน Bitcoin ที่ได้เป็นรางวัล จะลดลงครึ่งหนึ่งทุกๆ สี่ปีโดยประมาณ ซึ่งเราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Bitcoin Halving ซึ่งตั้งแต่การเริ่มเกิดขึ้นของ Bitcoin ในปี 2009 ได้มีการ Halving เกิดขึ้นมาแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง คือ

1.วันที่ 28 พฤศจิกายน 2012 (พ.ศ.2555)
2.วันที่ 9 กรกฎาคม 2016 (พ.ศ.2559)
3.วันที่ 11 พฤษภาคม 2020 (พ.ศ.2563)

ซึ่งจากสถิติ การเคลื่อนที่ของราคาของ Bitcoin ในแต่ละรอบของการ Halving จะแบ่งออกเป็นสามช่วง นั่นคือ

1.ช่วงขาขึ้นของตลาด (Bull Run) ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง หลังจาก Halving
2.ช่วงตลาดขาลง (Market Crash) ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 1 ปี หลังจากสิ้นสุด Bull Run
3.ช่วงตลาดแกว่ง ในแนวโน้มที่ขึ้น (Sideway up) ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 1 ถึง 1 ปีครึ่งหลังจากตลาดทำจุดต่ำสุดในรอบนั้นๆ

ถ้าดูจากกราฟจะเห็นว่า Pattern ในรูปแบบนี้เป็นจริงเสมอในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา ตลอดอายุของ Bitcoin และยังเป็นอยู่จนถึงตอนนี้ ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ มีหลายทฤษฎีที่พยายามอธิบายปรากฏการณ์การเคลื่อนที่ของราคาในรูปแบบ Pattern ดังกล่าว

ทฤษฎีแรกคือ ผลลัพธ์จากพฤติกรรมหมู่ ที่เกิดขึ้นในหมู่นักลงทุน และผู้ประกอบการในฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัล เนื่องจาก Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้มีมูลค่าพื้นฐานในตัวเอง (ในมุมที่ไม่สามารถสร้างรายได้หรือผลตอบแทนจากการถือได้ ซึ่งต่างจากหุ้น) ทำให้เปลี่ยนแปลงของราคาของ Bitcoin หลักๆ มาจากความต้องการในการ “ซื้อ” และ “ขาย” ในตลาด การที่คนจำนวนมากที่ลงทุนใน Bitcoin รวมถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมมอง Timeline และ Pattern เหมือนๆ กัน ทำให้เกิดแรงซื้อ และแรงขาย ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน และทำให้ราคายังคงเป็นไปตาม Pattern เดิม

ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ที่ Bitcoin อยู่ในช่วง Sideway up ผมได้เดินทางไปยังงานที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin, Cryptocurrencies, และ Blockchain จำนวนมาก ทั้งในไทยและต่างประเทศ และได้มีโอกาสในการพูดคุยกับเหล่า Founders, CEOs และผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ในโลกคริปโท หัวข้อนึงที่เรามักจะคุยกันเสมอคือมุมมองต่อสภาพตลาดในอนาคต เกือบจะ 100% ของคนที่ผมคุยด้วย มอง Timeline การขึ้นของตลาดเหมือนๆ กัน คือจะเริ่ม “ฟื้น” ในปลายปี 2023 (พ.ศ.2566) และจะเริ่มเข้าสู่ Bull Run อย่างเต็มตัวในช่วง Q3-Q4 ของปี 2024 (พ.ศ.2567) หลังจาก Bitcoin Halving ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นคนที่มีเงินในฝั่งคริปโท และเริ่ม “เก็บ” Bitcoin ส่งผลให้เกิด Damand ขนาดใหญ่ขึ้นในตลาด มากกว่านั้น คนเหล่านี้ที่เป็นเจ้าของบริษัท และโปรเจ็กต์ต่างๆ ก็เริ่มใช้งบที่เก็บไว้ในการทำ Marketing เริ่มใช้จ่ายในการหาลูกค้า ซึ่งส่งผลให้สภาพตลาดกลับมาคึกคัก และทำให้ Sentiment ของการซื้อของ Bitcoin กลับมาอีกครั้ง

อีกหนึ่งทฤษฎีคือ cycle ของปริมาณเงินที่มีอยู่ในระบบซึ่งตรงกับ cycle ของ Bitcoin Halving ในฝั่งของเศรษฐศาสตร์มหภาค จะมีตัวเลขตัวนึงเรียกว่า Global M2 ซึ่งวัดปริมาณเงินสด เงินในบัญชีออมทรัพย์ และบัญชีฝากประจำของคนทั่วไปและสถาบัน ซึ่งการเพิ่มขึ้นของ Global M2 บ่งบอกถึงเงินจำนวนมากที่อยู่ในระบบ ซึ่งเมื่อไหร่ที่ในระบบมีเงินจำนวนมาก เงินเหล่านี้จะทะลัก และไหลลงสู่สินทรัพย์เสี่ยง เช่นหุ้น และ Cryptocurrencies

ความน่าสนใจคือ cycle ของ Global M2 กินระยะเวลาประมาณ 4 ปี เท่าๆ กับ Bitcoin Halving มากกว่านั้น จุดเริ่มต้นของการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินในระบบ คือจุดเดียวกับจุดเริ่มต้นของ Bitcoin Halving และจุดที่ ราคา Bitcoin เริ่มร่วงลง ก็เป็นจุดเดียวกับการลดลงของ Global M2 ด้วย จนถึงกับมีทฤษฎีที่ว่า Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin น่าจะเข้าใจเศรษฐศาสตร์มหภาคเป็นอย่างดี และพยายามสร้าง cycle ของ Bitcoin ให้ตรงกับ cycle ของปริมาณเงินที่ไหลอยู่ในระบบ

ปัจจุบันเราเริ่มเห็นการเริ่มเพิ่มขึ้นของเงินที่อยู่ในระบบ รวมไปถึงเริ่มเห็นแนวโน้มที่จะเริ่มผ่อนปรนมาตรการในการเพิ่มดอกเบี้ย และเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งถ้าในปีนี้เริ่มมีการลดดอกเบี้ย และเริ่มกระตุ้นสภาพเศรษฐกิจ ก็จะทำให้ cycle ของ Global M2 ยังคงตรงกันกับ Bitcoin Halving ต่อไป และเป็นแรงส่งต่อให้ราคาของ Bitcoin เพิ่มมากยิ่งขึ้น

ณ ขณะนี้ เราอยู่ในช่วงที่ 3 ของการ Halving นั่นคือช่วงของการ Sideway up ก่อนจะเข้า Halving อีกครั้งในประมาณวันที่ 19 เม.ย.2024 (พ.ศ.2567) ซึ่งจาก Pattern ของการ Halving เราจะเห็นได้ว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการซื้อ Bitcoin ซึ่งคือ 1 ปี ก่อนการ Halving ได้ผ่านไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าปรากฏการณ์ของการ Halving รวมไปถึง Pattern ดังกล่าวยังเป็นจริงอยู่ ก็ยังไม่นับว่าสายเกินไปสำหรับการซื้อ Bitcoin ในช่วงนี้ เพราะ Bitcoin จะยังจะเป็นขาขึ้นอยู่อีกประมาณ 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง หลังจากการ Halving ในเดือนเมษายน สำหรับคำถามว่าราคา Bitcoin จะไปเท่าไหร่ ถ้าเราซื้อ Bitcoin เพราะ Pattern ของการ Halving เราไม่ควรใช้ราคาเป็นตัวกำหนดเป้าหมาย แต่ควรใช้เวลาในการกำหนดเป้าหมายมากกว่า เพราะ Bull Run มักจะสิ้นสุด 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง หลังจาก Halving และหลังจากนั้นจะเป็นช่วงขาลงของตลาด ซึ่งลงแรงถึง 70-80% ในอดีต

อย่างไรก็ตาม Pattern ของการ Halving ที่เราเห็นในกราฟเป็นเพียงแค่พฤติกรรมใน “อดีต” ของ Bitcoin ถึงแม้ว่ามันยังเป็นจริงจนถึงปัจจุบัน แต่ก็ไม่มีอะไรที่จะสามารถการันตีว่ามันจะเป็นจริงต่อไปในอนาคตได้ การซื้อ Bitcoin มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะการซื้อในช่วงที่ราคาเริ่มปรับตัวสูงขึ้นมาแล้ว ถ้าเราตัดสินในที่จะซื้อ เราจะต้องคอยศึกษา ติดตาม และดูว่า Pattern ของการ Halving มันยังคงเป็นจริงอยู่หรือไม่

มากกว่านั้น จากกราฟ จะเห็นว่าหลังจากการ Halving แต่ละครั้ง Effect จากการ Halving จะบางเบาลงเรื่อยๆ สังเกตจากเปอร์เซ็นต์ของราคาที่เพิ่มขึ้น และลดลง รุนแรงน้อยลงเมื่อเทียบกับครั้งก่อนหน้า และยังคงมีปัจจัยภายนอกอื่นๆ อีก ที่อาจจะส่งผลต่อราคาของ Bitcoin ซึ่งอาจจะทำให้การ Halving ครั้งนี้เปลี่ยนไปได้

ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ทิ้งท้ายว่า การกล่าวถึงข้างต้น ไม่ได้เป็นการเชิญชวน หรือแนะนำการลงทุน แต่เป็นการเขียนจากสถิติ และประสบการณ์ เพื่อให้เป็นข้อมูลต่อผู้อ่าน ผู้อ่านควรจะต้องศึกษาเพิ่มเติมจากข้อมูลในแหล่งต่างๆ ก่อนตัดสินใจในการลงทุน