หน้าแรก เศรษฐกิจ ห่วงขายกระบะด...

ห่วงขายกระบะดิ่ง พิษหนี้ครัวเรือน โดนปฏิเสธสินเชื่อ 50% หวังงบ67 ฟื้นยอดขายปีนี้

24.02.24 | 13:56 น.

ห่วงขายกระบะดิ่ง พิษหนี้ครัวเรือน โดนปฏิเสธสินเชื่อ 50% หวังงบ’67 ฟื้นยอดขายปีนี้

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การผลิตรถยนต์ทั้งหมดในเดือนมกราคม 2567 ทั้งสิ้น 142,102 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.46% ขณะที่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) มกราคมอยู่ที่ 652 คัน จากปีที่แล้วผลิตได้แค่ 7 คัน คาดว่าปีนี้จะมีอีวีจดทะเบียนใหม่เกินกว่า 10,000 คัน ส่วนยอดผลิตทั้งปีคาดอยู่ที่ 50,000-100,000 คัน เนื่องจากผู้ผลิตและจำหน่ายรับเงื่อนไขสนับสนุนจากรัฐบาลจากแพคเกจอีวี 3.0 ในช่วง 2 ปีที่มียอดนำเข้าระดับ 80,000-90,000 หมื่นคัน จึงต้องผลิตชดเชยอัตรา 1 ต่อ 1

ด้านยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนมกราคม จำนวน 54,814 คัน ลดลง 16.42% เพราะรถกระบะมียอดขายแค่ 14,864 คัน ลดลงถึง 43.47% จากการเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน เนื่องจากหนี้ครัวเรือนสูงมาก ขณะที่รถบรรทุกขายลด 32.01% จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ล่าช้าหลายเดือน ทำให้การลงทุน การใช้จ่าย และการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลล่าช้าไปไปด้วย เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวระดับต่ำตั้งแต่ไตรมาสสี่ปี 2566 ขณะที่ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภทไฟฟ้า 100% หรือบีอีวี เดือนมกราคม มียอดจดทะเบียนใหม่ 15,943 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนที่แล้ว 238.71% ทำให้มียานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภทบีอีวี ณ วันที่ 31 มกราคม 2567 จำนวน 147,743 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 301.75%

สถานการณ์ยอดขายรถกระบะในประเทศลดลง หวังว่าเมื่องบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ที่น่าจะผ่านการอนุมัติในเดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้ จะช่วยทำให้การลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐดีขึ้น ช่วยการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้ประชานมีรายได้มากขึ้น จะมีกำลังซื้อรถยนต์หรืออสังหาริมทรัพย์มากขึ้น นอกจากนี้ยังหวังว่าอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะลดลง ซึ่งอาจจะต้องดูทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ หากเฟดลดอัตราดอกเบี้ยเชื่อว่าประเทศไทยคงจะลดลงไปด้วย ตรงนี้จะทำให้ภาระการชำระหนี้ดีขึ้น ส่งผลให้การผลิตและการลงทุนในอุตสาหกรรมอีวีในไทยเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งอุตสาหกรรมอื่นๆ จะเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยถือเป็นอุตสาหกรรมอนาคต และเป็นศูนย์กลางการผลิตเพื่อส่งออก ตามนโยบายลดการปล่อยคาร์บอนและนโยบายคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี)

“การเข้มงวดสินเชื่อกระทบทุกสินค้า กลุ่มที่มีเงินเดือนแน่นอนจะซื้อรถยนต์ที่นั่งมากกว่า ส่วนกลุ่มที่ทำมาหากินมักจะซื้อรถกระบะลำบากเพราะขาดหลักฐานการเงินจากผลกระทบหนี้ครัวเรือน จากข้อมูลพบว่ายอดปฏิเสธสินเชื่อรถยนต์มีมากถึง 50% โดยเฉพาะยอดขายรถกระบะ ดังนั้นเมื่องบเบิกจ่ายอนุมัติ การลงทุนการใช้จ่ายภาครัฐดีขึ้น จะสนับสนุนยอดผลิตรวมปี 2567 ที่ตั้งเป้าหมายอยู่ที่ 1.9 ล้านคัน” นายสุรพงษ์กล่าว

Advertisement