เฉลียงไอเดีย : การยาสูบฯ ปรับโมเดลธุรกิจ พลิกกำไร 500 ล้าน ‘ส่งออก-รับจ้างผลิต-ให้เช่าที่ดิน’

25.02.24 | 12:07 น.

ถือเป็นหน่วยงานที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน สำหรับ “การยาสูบแห่งประเทศไทย” (ยสท.) โดยวันที่ 19 เมษายนนี้ จะครบรอบ 85 ปี

การยาสูบแห่งประเทศไทย หรือ ยสท. เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในประเทศไทย ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง เป็นผู้ผลิตบุหรี่ภายในประเทศไทยเพียงรายเดียว ในอดีตทำรายได้และส่งเงินนำส่งให้แผ่นได้ดีมาตลอด แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก อาทิ กระแสการรักสุขภาพ ทำให้มีนักสูบหน้าใหม่ลดลง การแข่งขันกับบุหรี่นำเข้า รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง บุหรี่ไฟฟ้าแม้ในไทยจะยังไม่ถูกกฎหมาย แต่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดบุหรี่ได้ หรือยาเส้น ที่ราคาถูกกว่าบุหรี่มาก รวมถึงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ที่ทำให้ต้นทุนราคาเพิ่มขึ้น ทำให้กิจการของการยาสูบไม่ได้ดีเท่าที่ควร

เดิมหน่วยงานนี้เริ่มต้นก่อตั้งที่โรงงานคลองเตย กรุงเทพฯ แต่ด้วยแผนการพัฒนาเรื่องการจัดการที่ดิน ทำให้รัฐบาลอนุมัติย้ายโรงผลิตของการยาสูบไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อปี 2561 เพื่อสร้างเป็นโรงงานที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงเหลือเพียงสำนักงานเท่านั้น ส่วนที่ดินที่เหลือ ได้ปรับปรุงเป็นสวนเบญจกิติ สวนสาธารณะและอุทยานแห่งชาติเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ

สำหรับโรงงานยาสูบที่พระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันใช้โรงงานผลิตยาสูบ 6 เป็นหลักในการผลิตยาสูบ โดยมีกำลังการผลิตยาสูบได้สูงสุด (max capacity) ที่ 6,000 กิโลกรัม (กก.) ต่อชั่วโมง หรือผลิตได้มากที่สุด 65 ล้านมวนต่อวัน (เวลาทำการ 8 ชั่วโมงต่อวัน) ปัจจุบันมีการผลิตอยู่ที่เพียง 50 ล้านมวนต่อวัน เนื่องจากสถานการณ์การจำหน่ายยาสูบที่ลดลง รวมทั้งการปรับโครงสร้าง ทำให้ ยสท.ไม่รับพนักงานเพิ่ม และมีคนที่เกษียณอายุ แรงงานจึงลดลงด้วย

ส่วนภาพรวมการผลิตยาสูบของ ยสท. ในปี 2566 อยู่ที่1.4 หมื่นล้านมวนต่อปี ขณะที่ในปี 2567 มีเป้าหมายการผลิตลดลงอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านมวนต่อปี ส่วนกำลังการผลิตสูงสุด อยู่ที่ 3 หมื่นล้านมวนต่อปี ซึ่งช่วงก่อนโควิดนั้น การยาสูบได้ผลักดันเรื่องการรับจ้างผลิตยาสูบจากต่างประเทศที่กำลังมียอดรับจ้างไปได้ดี แต่ติดที่เข้าช่วงโควิดพอดี เลยชะลอลง ส่วนปี 2566 ได้กลับมารับจ้างอีกครั้ง สามารถผลิตส่งออกไปได้ 250 ล้านมวน และคาดว่าหลังจากนี้จะมีเพิ่มขึ้นอีก

Advertisement

นอกจากนี้ ในโรงผลิตยังมีส่วนที่เป็นแผนกพิมพ์ ที่ใช้พิมพ์ห่อบรรจุภัณฑ์ซองบุหรี่ของยาสูบในปัจจุบัน มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ เครื่องพิมพ์ OFFSET เป็นเครื่องพิมพ์ระบบป้อนแผ่น มี 6 หน่วยพิมพ์ กับ 1 หน่วยเคลือบ ความเร็ว 1.6 หมื่นแผ่นต่อชั่วโมง เครื่องพิมพ์ GRAVURE BOBST 8 COLOR ใช้สำหรับพิมพ์บรรจุภัณฑ์ ซอง และกระดาษห่อซอง ความเร็ว 300 เมตรต่อนาที

รวมทั้งมีเครื่องปั๊มดุนนูนและปั๊มฟอยล์แบบอัตโนมัติ ใช้ทำลวดลายบนบรรจุภัณฑ์ ความเร็ว 6,000 แผ่นต่อชั่วโมง และยังมีเครื่องอัดตัด/พับขึ้นรูปบรรจุภัณฑ์แบบอัตโนมัติ ความเร็ว 6,000 แผ่นต่อชั่วโมง ดังนั้น ยสท.จึงกำลังสนับสนุนเรื่องการรับจ้างพิมพ์ ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีผู้มาว่าจ้างแล้ว แต่ในขณะนี้มีแผนจะไปเสนอขายการรับจ้างผลิตให้ขยายมากขึ้น ในพื้นที่ ลาว และกัมพูชา

ภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ให้ข้อมูลว่า การยาสูบได้ศึกษาเรื่องการจัดเก็บภาษีบุหรี่ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก พบว่ามีการจัดเก็บภาษีบุหรี่ในอัตราสูงขึ้น โดยมุ่งหวังแก้ปัญหาผลกระทบที่เกิดจากการสูบบุหรี่ ลดปริมาณการบริโภค และเพิ่มรายได้ให้แก่ภาครัฐ นอกจากนี้ นโยบายด้านภาษีไม่ควรคำนึงถึงอัตราสัดส่วนในการจัดเก็บภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาให้รอบด้านในกรอบของ 3 มิติคือ มิติทางด้านสุขภาพ มิติทางด้านเศรษฐกิจ และมิติทางสังคม

“เรื่องภาษีบุหรี่นั้น การยาสูบคงไม่ได้มีอำนาจเสนอว่าควรจะออกมาในรูปแบบใด หรือจะกำหนดกี่อัตรา จะต้องเปลี่ยนจากสองอัตราเป็นอัตราเดียวหรือไม่ ยสท.มีความเห็นว่าการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ของประเทศไทย ควรพิจารณาถึงปัจจัยหลัก ได้แก่ ลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ลดผลกระทบที่เกิดกับเกษตรกรชาวไร่ยาสูบในประเทศ แก้ปัญหาบุหรี่ผิดกฎหมายได้เห็นผลเป็นรูปธรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ซึ่งรัฐเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากภาคส่วนนี้โดยตรง” ผู้ว่าการ ยสท.กล่าว

ผู้ว่าการ ยสท.กล่าวอีกว่า สถานการณ์ธุรกิจของการยาสูบ นับตั้งแต่มีการปรับโครงสร้างภาษีตั้งแต่ 2560-2566 มีการปรับถึง 2 ครั้ง คือในปี 2560 และในปี 2564 พบว่าได้ทำให้การยาสูบได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยมียอดขายลดลงจาก 2.8 หมื่นล้านมวนในปี 2560 เหลือ 1.4 หมื่นล้านมวนในปี 2566 ขณะที่กำไรต่อซองลดจาก 6.49 บาทต่อซอง เหลือ 0.18-0.30 สตางค์ ผลกำไรสุทธิในปี 2566 ที่มากถึง 9,343 ล้านบาทต่อปี ล่าสุดในปี 2566 เหลือเพียง 219 ล้านบาท

รวมไปถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ปริมาณการสูบบุหรี่ถูกกฎหมายในประเทศไทยหดตัวลดลงเป็นอย่างมาก โดยในปี 2566 ภาษีทั้งหมดที่เก็บได้จากการขายบุหรี่อยู่ที่ 7 หมื่นล้านบาท แต่เป็นรายได้ที่ถูกบุหรี่หนีภาษีลิดรอนไปแล้วถึง 25% หรือคิดเป็นมูลค่าภาษีที่หายไปกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมา การลักลอบนำบุหรี่ผิดกฎหมาย ทั้งบุหรี่ปลอมเครื่องหมายการค้าของ ยสท. และบุหรี่หนีภาษี ซึ่งมีราคาถูกกว่าบุหรี่ในประเทศหลายเท่าตัว

จากข้อมูลการแพร่ระบาดของบุหรี่ผิดกฎหมายในปี 2566 พบว่าแนวโน้มบุหรี่ที่ไม่ได้เสียภาษีมีสัดส่วนสูงถึง 22.3% เพิ่มขึ้นจากเดิมในปี 2565 ที่มีสัดส่วนเพียง 15.5% นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจุบันมีบุหรี่ที่ไม่ได้เสียภาษีแพร่ระบาดเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมากขึ้น เติบโตอย่างรวดเร็วเกือบ 2 เท่าตัว ภายในระยะเวลา 6 เดือน ขณะที่ในพื้นที่ภาคใต้ มีปริมาณการสูบบุหรี่เถื่อนมากกว่า 70% ของการสูบบุหรี่ทั้งหมดในพื้นที่

ขณะที่ในปีงบประมาณ 2561-2566 ผลการปราบปรามพบคดีบุหรี่ผิดกฎหมายรวมทั้งสิ้น 5.09 หมื่นคดี รวมของกลางทั้งสิ้น 33.49 ล้านซองการยาสูบแห่งประเทศไทยต้องขอขอบคุณกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ที่ได้ร่วมกันปฏิบัติภารกิจปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายทั่วประเทศ และอยากขอความร่วมมือทุกภาคส่วนช่วยกันเป็นหูเป็นตาในเรื่องนี้

ผู้ว่าการ ยสท.กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ผลจากการที่บุหรี่ของ ยสท.ขายได้ลดลง มีผลต่อเกษตรกรชาวไร่ยาสูบ เพราะทำให้ ยสท.จำเป็นต้องลดต้นทุนการผลิตลงด้วยการตัดโควต้ารับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกร ลดลง 50% ติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร ประกอบด้วย ชาวไร่และผู้เกี่ยวข้องกว่า 5 แสนราย ทำให้รัฐและ ยสท.ต้องเพิ่มเงินสนับสนุนให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการลดโควต้าการปลูกใบยาสูบ ประมาณกว่า 1,300 ล้านบาท โดย ปัจจุบัน ยสท.มีโควต้าการรับซื้อใบยาเวอร์ยิเนีย 4.73 ล้าน กก. ใบยาเบอร์เลย์ 7.1 ล้าน กก. และใบยาเตอร์กิซ 2 ล้าน กก.

ดังนั้น จากผลของเรื่องรายได้ ยสท.ที่ลดลง ทำให้ต้องมีการปรับตัวการบริหารธุรกิจแบบใหม่ โดยเรื่องแรกคือ การเปลี่ยนบทบาทจากที่ทำแค่การผลิตบุหรี่และยาสูบ ไปเป็นผู้ส่งออกใบยาสูบ เนื่องจากที่ผ่านมา ยสท.มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการส่งออกใบยาเบอร์เลย์และใบยาเตอร์กิซเป็นหลัก ดังนั้น ยสท.จึงส่งเสริมการใช้ปุ๋ยชีวภาพแทนการใช้สารเคมี และพร้อมส่งเสริมให้ชาวไร่ยาสูบเวอร์ยิเนียปรับเปลี่ยนมาปลูกใบยาเบอร์เลย์ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดโลก และในอนาคตมีนโยบายที่จะปรับขึ้นราคารับซื้อใบยาสูบเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชาวไร่ยาสูบอีกด้วย

ภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ใบยาโลก ในปี 2566 ใบยาเบอร์เลย์ในตลาดโลกขาดแคลน ส่วนใบยาเตอร์กิซมีราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดโลก ไทยจึงสามารถแข่งขันได้ เพราะเป็นที่ต้องการของตลาด ในขณะที่ใบยาเวอร์ยิเนียนั้นมีราคาสูงกว่าราคาตลาดโลก จึงยากในการที่จะระบายใบยาออกตลาดโลก ประกอบกับทาง ยสท.มีใบยาเวอร์ยิเนียคงคลังมากกว่า 2.9 ล้านกิโลกรัม

“เกษตรกรชาวไร่ยาสูบในสังกัดทั่วประเทศ คือครอบครัว ยสท. ที่มีความผูกพันกันอย่างยาวนาน เมื่อเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบต่างๆ เราก็พร้อมที่จะดูแลช่วยเหลือโดยไม่ทอดทิ้งอย่างแน่นอน และ ยสท.พร้อมเปิดรับขึ้นทะเบียนชาวไร่ยาสูบในสังกัดเพิ่มเติม เพื่อมาเป็นครอบครัวเดียวกัน เดินหน้าสืบสานภารกิจต้นน้ำของอุตสาหกรรมยาสูบให้มีความมั่นคงยั่งยืนสืบไป” ผู้ว่าการ ยสท.ระบุ

อีกแนวทางการบริหารธุรกิจเพื่อเพิ่มรายได้ คือ การผลิตบุหรี่เพื่อการส่งออกให้มากขึ้น โดยเฉพาะตลาดเมียนมาและกัมพูชา ที่บุหรี่ไทยได้รับความนิยมสูงอยู่ ส่วนในประเทศ คือ การวางแผนการตลาดใหม่ อาทิ ลดราคาบุหรี่รุ่นเดิมเพื่อช่วงชิงตลาดกลับคืน การออกบุหรี่ยี่ห้อใหม่ และปรับปรุงยี่ห้อเดิมให้มีความพิเศษมากขึ้น โดยปัจจุบัน ยสท.มีบุหรี่ทั้งหมด 19 ตรา

นอกจากนี้ ยสท.ยังมีแนวคิดการเสนอให้พิจารณาแก้กฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยสท. เพื่อลดข้อจำกัดการทำธุรกิจ อาทิ การอนุญาตให้ ยสท.รับจ้างผลิตบุหรี่เพื่อจำหน่ายในประเทศได้ หลังจากโรงงานยาสูบในปัจจุบันมีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลือจำนวนมาก รวมถึงการผลักดันการรับจ้างผลิตสิ่งพิมพ์ โดยเป็นการนำกำลังการผลิตของเครื่องจักร อุปกรณ์และบุคลากร ที่เหลือจากการดำเนินงานตามภารกิจหลักเนื่องจากการจำหน่ายบุหรี่ลดลง มาใช้ให้เต็มศักยภาพ รวมถึงการแยกให้โรงพิมพ์และโรงพยาบาลยาสูบ ให้บริหารจัดการหารายได้เลี้ยงตัวเองได้

ผู้ว่าการ ยสท.กล่าวว่า นอกจากนี้ จะเพิ่มรายได้จากการบริหารทรัพย์สิน โดยเปิดประมูลให้เช่าที่ดินทำเลดีระยะยาว 30 ปี จำนวน 3 แปลง ได้แก่ แปลงโกดังแองโกลโฉนดเลขที่ 6009 และ 23614 เนื้อที่ 5-1-58.2 ไร่ ตั้งอยู่ในซอยเจริญกรุง 80 กรุงเทพมหานคร ภายในพื้นที่มีอาคารคลังสินค้า 2 หลัง พื้นที่อาคาร 6,140 ตารางเมตร ที่ตั้งโครงการใกล้กับเอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟรอนต์ และย่านธุรกิจถนนสาทร สีลม เหมาะสำหรับพัฒนาเป็นโรงแรมระดับ 3 ดาว หรือโครงการเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ เนื่องจากมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติ

ที่ดินอีก 2 แปลง อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ได้แก่ 1.แปลงบ้านพัก (สหผล) จ.ขอนแก่น โฉนดเลขที่ 332 เนื้อที่ 6-3-18.8 ไร่ ริมถนนแจ้งสนิท อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น อยู่ในย่านชุมชนตลาดบ้านไผ่ โดยศักยภาพโครงการที่จะพัฒนาได้ เช่น โรงแรมขนาดเล็ก (Budget Hotel) โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นนักธุรกิจ ข้าราชการ ญาติผู้ป่วยที่เดินทางมาโรงพยาบาลบ้านไผ่และอพาร์ตเมนต์รองรับคนทำงานในละแวกใกล้เคียง

2.แปลงลานหินคลุก จ.หนองคาย โฉนดเลขที่ 102741 เนื้อที่ 9-2-40.7 ไร่ ตั้งอยู่ติดถนนมิตรภาพ (ทล.2) ห่างจากด่านพรมแดนไทย-ลาว เพียง 300 เมตร (ฝั่งขาเข้า) เหมาะสำหรับพัฒนาเป็นสถานีบริการน้ำมัน โรงแรม อาคารร้านค้า ศูนย์ขนส่งสินค้าชายแดน เป็นต้น เนื่องจากเป็นที่ดินแปลงแรกโซนขาเข้าจากด่านพรมแดน ไทย-ลาว สามารถนำมาพัฒนาในเชิงพาณิชย์ได้

“ปี 2567 ยสท.มีความมุ่งมั่นในการปรับตัวในทุกด้าน อย่างที่กล่าวข้างต้น คือ การส่งออกใบยาสูบ การปรับปรุงสินค้า การรับจ้างผลิตเพื่อส่งออก รวมถึงการรับจ้างพิมพ์ฉลากสินค้าของโรงพิมพ์ยาสูบ และการบริหารจัดการที่ดิน โดยนำออกมาประมูลให้เช่า ดังนั้น คาดว่าปีนี้จะมีกำไร 400-500 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีกำไรเพียง 219 ล้านบาท” ผู้ว่าการ ยสท.กล่าว