ยังคงเป็นปัญหาวนเวียนไม่รู้จบ สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ต้องเผชิญกับความปัญหาและความท้าทายรอบด้าน จนหลายครั้งแทบขาดใจ
ทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนแปลงไปทำให้เอสเอ็มอีต้องปรับตัวให้ตามทัน ทั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยกระทบถึงดอกเบี้ยไทย ทั้งการชะลอตัวของระบบเศรษฐกิจทั่วโลกตลอดจนความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามต่างๆ ที่กระทบต่อการนำเข้าและส่งออก ทำให้เอสเอ็มอีไทยต้องปรับตัวเพื่อการอยู่รอดและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
อีกอุปสรรคสำคัญที่กระทบต่อการเติบโตของผู้ประกอบการคือ การขาดความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ขาดความรู้ความเข้าใจในการเตรียมตัวเพื่อยื่นขอสินเชื่อ มีต้นทุนทางการเงินสูงจากการใช้สินเชื่อผิดประเภท ดังนั้น เพื่อลดข้อจำกัดและส่งเสริมให้เอสเอ็มอีสามารถขยายขนาดธุรกิจและเติบโตได้อย่างมั่นคง
ประเด็นนี้ “พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จึงสั่งการให้ นายภาสกร ชัยรัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม เร่งเข้าดูแลเอสเอ็มอี เพราะเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ประกาศเร่งทำงานหลังเข้ารับตำแหน่ง
รมต.พิมพ์ภัทรากล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และสถาบันการเงินทั้ง 4 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพื่อเข้าถึงหลักประกันและแหล่งเงินทุน
กระทรวงอุตสาหกรรมพบว่า อุปสรรคหนึ่งที่สำคัญของเอสเอ็มอีคือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ทำได้ยากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน รัฐบาลโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม จึงได้ออกกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ แต่ขาดหลักประกันได้รับวงเงินที่เพียงพอกับความต้องการ อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่ายังมีเอสเอ็มอีจำนวนมากต้องใช้ทรัพย์สินของกิจการเพื่อค้ำประกันในสัดส่วนที่สูง เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาส และทำให้เอสเอ็มอีที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ต้องแบกรับภาระต้นทุนทางการเงินมากเกินความจำเป็นจากการใช้สินเชื่อผิดประเภท
ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งในเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การชะลอตัวของระบบเศรษฐกิจทั่วโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคต่างๆ ส่งผลให้เอสเอ็มอีไม่สามารถเริ่มต้นหรือขยายธุรกิจได้อย่างอย่างเต็มกำลัง อย่างไรก็ตาม กระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนดนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทยที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สู่ความยั่งยืน รวมถึงการส่งเสริมเอสเอ็มอี วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการและสตาร์ตอัพให้มีความเข้มแข็งภายใต้สถานการณ์ความเสี่ยงต่างๆ และความท้าทายรอบด้าน
“สภาพปัญหาดังกล่าวได้นำมาเป็นโจทย์เพื่อหาแนวทางแก้ไขอย่างต่อเนื่อง จึงได้สั่งการให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เร่งหากลไกการค้ำประกันที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนให้เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ แต่ขาดหลักประกัน ได้รับวงเงินสินเชื่อธุรกิจที่เพียงพอกับความต้องการในการต่อยอดธุรกิจ เป็นกลไกหมุนเวียนรายได้และกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคต่างๆ จนสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนในประเทศ จนส่งผลให้ธุรกิจสามารถแข่งขันในระดับประเทศและสากลได้ จึงเป็นที่มาของความร่วมมือครั้งนี้” รมต.พิมพ์ภัทราระบุ
ด้าน นายภาสกรกล่าวว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม ตอบรับข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เร่งส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการทุกระดับ ให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยร่วมมือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. พัฒนากลไกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วยการใช้การค้ำประกันสินเชื่อที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้นโดยใช้หนังสือค้ำประกันแทนหลักทรัพย์
นอกจากนี้ ยังมีการให้คำปรึกษาทางการเงิน ผ่านโครงการ “ติดปีกเอสเอ็มอี หลักทรัพย์ไม่มี ดีพร้อมค้ำประกันให้” ซึ่งมี 4 พันธมิตรสถาบันการเงินเข้าร่วมสนับสนุน สอดรับกับนโยบาย Reshape the Future: โลกเปลี่ยน อุตสาหกรรมปรับ พร้อมรับอนาคต ผ่านกลยุทธ์การปรับตัวเพิ่มการเข้าถึงโอกาส (Reshape the accessibility) ภายใต้นโยบาย DIPROM Connection เพื่อขยายเครือข่ายความร่วมมือ สร้างโอกาสและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ
สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ในครั้งนี้ เป็นการประสานความร่วมมือระหว่างดีพร้อมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้ง 5 ได้แก่ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยผู้ประกอบการสามารถยื่นเรื่องผ่านดีพร้อมเพื่อขอรับการพิจารณาการค้ำประกันและส่งต่อให้กับทางสถาบันการเงินทั้ง 5 แห่งได้แล้ว
ปัจจุบัน บสย.จัดตั้งศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน “บสย. F.A. Center” เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีที่มีมากกว่า 3.2 ล้านราย โดยเฉพาะรายที่ขาดหลักประกันสินเชื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยใช้กลไกการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ร่วมกับธนาคารพันธมิตรทั้ง 4 สถาบันการเงิน ภายใต้แนวนโยบายของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม DPROM Connection ความร่วมมือครั้งนี้ในการเชื่อมโยงกับทิศทางการเป็น Digital SMEs Gateway ของ บสย.กับบทบาทการเป็นตัวกลางทางการเงิน (Credit Mediator) เพื่อยกระดับการเข้าถึงสินเชื่อพร้อมการค้ำประกันและการให้คำปรึกษาทางการเงิน การปรับแผนธุรกิจ และการแก้หนี้ให้กับเอสเอ็มอีในลักษณะการปรับโครงสร้างหนี้ต่อไป
“ดีพร้อมและ บสย.จะร่วมกันพิจารณาการค้ำประกันและสามารถแจ้งผลพิจารณาเบื้องต้นภายใน 7 วันทำการ คาดว่าจะมีเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้วงเงินไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท และสามารถต่อยอดการเริ่มต้นธุรกิจและสร้างโอกาสเติบโตคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 8,000 ล้านบาท อยากให้เอสเอ็มอีเข้ารับบริการครั้งนี้เยอะๆ ครับ” อธิบดีภาสกรกล่าวทิ้งท้าย

