เศรษฐกิจไทยโตเรี่ยดิน ส.อ.ท. วอน ‘เศรษฐา-เศรษฐพุฒิ’ เปิดใจคุย ก่อนเอสเอ็มอีไม่รอด
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงข้อเสนอต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยแม้จะโตแต่โตแบบเรี่ยดิน ถูกตอกย้ำและยืนยันจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2566 โตแค่ 1.7% ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศอื่นที่เป็นคู่แข่งไทยต่างเติบโต แต่จีดีพีไทยสู่ไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่น่ากังวลใจเวลานี้คือสถานการณ์ของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ส่วนใหญ่ที่ยอดขาย ยอดบริการ รายได้ ต่างลดลง ไม่ได้เติบโตแบบธุรกิจรายใหญ่ที่สายป่านยาวกว่า โดยเอสเอ็มอีเผชิญกับภาวะยอดขายลดลงหรือเท่าเดิมมาตั้งแต่ช่วงโควิด-19 พอหมดโควิดก็ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
ขณะที่มาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ประกาศเดินหน้า 2 ขาหลัก ก็ทำได้เพียงขาแรก คือ มาตรการลดค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายทางการเงิน อาทิ ราคาพลังงาน การแก้ปัญหาเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยสูง ขณะที่ขาสอง คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้ จนได้ให้เศรษฐกิจไทยไม่มีแรงส่ง ไม่มียาแรงเข้ากระตุ้น
“ล่าสุดเอสเอ็มอีไทยยังต้องเผชิญกับต้นทุนทางการเงินที่สูงมากจากการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเอสเอ็มอีจะมีต้นทุนทางการเงินสูงกว่าธุรกิจรายใหญ่ แต่ได้รับอนุมัติเงินกู้ที่น้อยกว่ารายใหญ่ ดังนั้นเรื่องนี้รัฐบาล หน่วยงานรัฐต้องเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจไทยจะมีปัญหามากกว่าโตแบบเรี่ยดินแน่นอน” นายเกรียงไกรกล่าว
นายเกรียงไกรกล่าวว่า กรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป หาก ธปท.ไม่ดำเนินการใดๆ เลย และรอเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างเดียวอาจไม่ทันกาล ดังนั้นเวลานี้สิ่งที่ควรเกิดขึ้นโดยเร็วคือ การหารือกันอย่างเป็นทางการระหว่าง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนำประเด็นเศรษฐกิจมาหารือร่วมกันว่าจะขับเคลื่อนอย่างไร การที่เศรษฐกิจเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่ทำอะไรจะเกิดปัญหาอะไร หรือถ้าลดดอกเบี้ยตามที่รัฐบาลต้องการจะเกิดผลดีผลเสียอย่างไร อยากให้คุยกันทางการ เปิดใจคุยกัน เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่าจะเดินไปทิศทางไหน
ในมุมมองของเอกชนที่สัมผัสกับผู้ประกอบการทุกขนาดและทั่วประเทศ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี รับทราบดีว่าเวลานี้เศรษฐกิจไทยที่เห็นการขยายตัวคือเศรษฐกิจในเมืองหลัก แต่หากเป็นเศรษฐกิจในเมืองเล็กๆ ตามจังหวัด ค่อนข้างซึม นั่นเพราะไทยกำลังเผชิญความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เป็นโครงสร้างที่น่ากังวล ต้องปรับโครงสร้างโดยเร็ว โดยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังเป็นแบบกระจุกตัว ภาวะที่เป็นวิกฤตเวลานี้คือ คนตัวเล็กถูกปิดความช่วยเหลือ กู้ไม่ได้ หรือถ้ากู้ได้ก็เผชิญดอกเบี้ยแพง ขณะที่คนตัวใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบ รายได้ยังเพิ่ม ธุรกิจยังเติบโต
“การที่บางหน่วยงานบอกเศรษฐกิจไทยกำลังเติบโต ฟื้นตัว อยากให้มองทุกมิติ ทุกจุด ทั่วประเทศว่าสถานการณจริงเป็นอย่างไร ส.อ.ท.มีสมาชิกทั่วประเทศ รับรู้ถึงภาวะการค้าการขายว่าค่อนข้างทรงตัวมาตลอด ดังนั้นหน่วยงานที่เก็บข้อมูลต้องดูให้รอบด้าน การเห็นแค่บางจุดฟื้นตัวอาจไม่ใช่คำตอบ และควรออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มที่กำลังประสบปัญหาโดยด่วน ก่อนที่สถานการณ์จะสายเกินไป” นายเกรียงไกรกล่าว

