หน้าแรก เศรษฐกิจ เพอร์เฟค ไม่ล...

เพอร์เฟค ไม่ลงทุนบุ่มบ่าม เปิด 7 โครงการ เบรกคอนโด ลุยขายที่ดิน-รร.ลดหนี้หมื่นล้าน

27.02.24 | 17:46 น.

เพอร์เฟค ไม่ลงทุนบุ่มบ่าม เปิด 7 โครงการ เบรกคอนโด ลุยขายที่ดิน- รร.ลดหนี้หมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้  เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีปัจจัยลบต่อเนื่องจากปี 2566 ทั้งหนี้ครัวเรือน อัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมถึงยอดปฏิเสธสินเชื่อ (รีเจ็กต์เรต) ยังคงสูงถึง 50-60% สถาบันการเงินเข้มปล่อยสินเชื่อพัฒนาโครงการ ขณะที่การระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้นั้น นักลงทุนยังไม่มีความเชื่อมั่นต่อตลาดมากนัก ดังนั้นปี 2567 บริษัทเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น จะเปิด 7 โครงการ มูลค่า 7,700 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้ว แบ่งเป็นบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด 5 โครงการ มูลค่า 6,290 ล้านบาท ทาวน์โฮมและอาคารพาณิชย์ 2 โครงการ มูลค่า 1,410 ล้านบาท เป็นแนวราบทั้งหมดและโฟกัสกลุ่มระดับกลางถึงบน เน้นทำเลที่ขายได้เร็ว

นายวงศกรณ์กล่าวว่า โดยยังไม่มีแผนเปิดโครงการคอนโดมิเนียม เนื่องจากตลาดยังไม่ฟื้นตัวดี ยังมีปัญหากู้แบงก์ไม่ผ่านในกลุ่ม 3 ล้านบาทที่ตลาดยังอ่อนแออยู่ ส่วนบ้านลักชัวรี่ระดับราคา 100 ล้านบาทนั้น ส่วนใหญ่เป็นโครงการร่วมทุน ในปีนี้ยังไม่มีเปิดโครงการเพิ่ม เพราะปัจจุบันยังมีซพพลายเพียงพอที่จะรับรู้รายได้ ยังไม่เป็นอะไรที่ต้องเปิดทุกปี โดยยังมีโครงการเปิดขายในย่านบางนา กิ่งแก้ว แจ้งวัฒนะ โดยลูกค้าที่ซื้อเป็นกลุ่มมีกำลังซื้อสูงและซื้อสดอย่างน้อยมากกว่า 50% ขณะที่ลูกค้าต่างชาติที่ซื้อในนามนิติบุคคล ยังมีเข้ามา แม้ปัจจุบันยอดขายต่างชาติจะลดลงไปบ้าง มีทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง รวมถึงเมียนมา และซื้อราคา 30 ล้านบาทขึ้นไป

“ปีนี้ตั้งเป้ามียอดขายรวม 20,000 ล้านบาท เป็นแนวราบ 9,750 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 2,540 ล้านบาท โครงการร่วมทุน 4,460 ล้านบาท และโรงแรม 3,250 ล้านบาท ขณะที่รายได้ตั้งไว้ 18,000 ล้านบาท จากแนวราบ 8,600 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 2,380 ล้านบาท โครงการร่วมทุน 3,770 ล้านบาท และโรงแรม 3,250 ล้านบาท ทั้งนี้ถ้าดูเฉพาะของพร็อพเพอร์ตี้เพอร์เฟค ปีนี้ ตั้งเป้ายอดขาย 14,000 ล้านบาทและรายได้ 12,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วมียอดขายและรายได้ประมาณ 9,000 ล้านบาท” นายวงศกรณ์กล่าว

Advertisement

นายวงศกรณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ปีนี้จะเน้นสร้างความมั่นคงทางการเงิน ลดอัตราหนี้สินต่อทุนจาก 1.7 เท่า อยู่ที่ 1 เท่าในปีนี้ ด้วยการให้ความสำคัญกับการลดภาระหนี้ มากกว่ากาขยายตัว ตั้งเป้าจะลดภาระหนี้ 11,000 ล้านบาทภายใน 3 ปี ซึ่งปีนี้มีแผนลดภาระหนี้ 7,000 ล้านบาท แบ่งเป็นของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค 2,000 ล้านบาท จากการขายที่ดินที่รามอินทราเนื้อที่ 50 ไร่ กำลังเจรจากกับผู้ประกอบการรายใหญ่ 2-3 ราย คาดกลางปีนี้จะมีข้อสุรป และอีก 5,000 ล้านบาท เป็นหนี้ของแกรนด์ แอสเสท จากการขายการลงทุนในธุรกิจโรงแรม 3 แห่งในกรุงเทพทั้งแบบบางส่วนหรือทั้งหมด โดยมีนักลงทุนต่างชาติทั้งตะวันออกกลาง จีน ญี่ปุ่น สนใจ ส่วนที่เหลือ 4,000 ล้านบาท จะชำหนี้ในปี 2568 จำนวน 2,000 ล้านบาทจากการขายที่ดินรัชดาภิเษกประมาณ 10 ไร่ และปี 2569 อีก 2,000 ล้านบาทเป็นเงินคืนจากบริษัทร่วมทุน ทั้งนี้ในปีนี้บริษัทต้องชำระคืนหุ้นกู้ 4,000 ล้านบาท

“3 ปีนี้จะเป็นที่เราลดหนี้อย่างมโหฬาร ซึ่งพร็อพเพอร์ตี้เพอร์เฟค มีหนี้อยู่ประมาณ 16,000 ล้านบาทในปัจจุบัน และใน 3 ปีถ้าทำได้ตามแผนจะลดภาระหนี้ได้ 6,000 ล้านบาท และเป็นบริษัทที่มีหนี้ค่อนต่ำ ทำให้คล่องตัวในการลงทุนและการบริหารมากขึ้น ด้านแกรนด์แอสเสทถ้าขายธุรกิจโรงแรมได้ตามเป้า แทบจะเป็นบริษัทปลอดหนี้” นายวงศกรณ์กล่าว

นายวงศกรณ์ กล่าวว่า ในส่วนของโครงการร่วมทุน ปัจจุบันกลุ่มบริษัทมีการร่วมทุนจากต่างประเทศ รวม 10 โครงการ มูลค่ารวม 28,120 ล้านบาท มีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 24% ด้านธุรกิจโรงแรมปีที่ผ่านมาสร้างรายได้เพิ่มจากปีก่อนถึง 54% มีปัจจัยบวกหลักคือสถานการณ์โควิดที่กลับสู่ภาวะปกติ การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงงานประชุมต่างชาติ ส่งผลให้โรงแรมทั้ง 5 แห่งของบริษัท มีอัตราเข้าพักและราคาเฉลี่ยต่อห้องสูงขึ้นและสร้างกำไรจากการบริหารงานได้สูงกว่าปี 2565 อยู่ที่ 152% อีกทั้งมากกว่าปี 2562 ก่อนโควดถึง 10% สำหรับปีนี้ตั้งเป้ารายได้เติบโต 22% กำไรขั้นต้นเติบโต 36% พร้อมกันนี้ยังตั้งงบ 1,000 ล้านบาท สำหรับซื้อที่ดินเพิ่มด้วย

นายวสันต์ ศรีรัตนพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาธุรกิจ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้  เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับ 7 โครงการใหม่ในปีนี้ ได้แก่ เพอร์เฟค เพลส ราชพฤกษ์-รัตนาธิเบศร์ เปิดตัวเดือนมีนาคมนี้ จำนวน 163 ยูนิต มูลค่า 2,140 ล้านบาท ,เพอร์เฟค เพลส ราชพฤกษ์ 346 เปิดไตรมาส 3 จำนวน 141 ยูนิต มูลค่า 1,700 ล้านบาท,โมดิ วิล่า 2 บางใหญ่ เปิดไตรมาส 3 เป็นทาวน์เฮาส์ 389 ยูนิต มูลค่า 1,200 ล้านบาท,มาร์เก็ต สแควร์ แจ้งวัฒนะ เปิดไตรมาส 4 จำนวน 32 ยูนิต มูลค่า 210 ล้านบาท ,โมดิ วิลล่า สถานีคูคต 175 ยูนิต มูลค่า 940 ล้านบาท เปิดไตรมาส4 ,วาวิล่า กรุงเทพกรีฑา ร่มเกล้า เปิดไตรมาส 4 จำนวน 38 ยูนิต มูลค่า 840 ล้านบาท และเพอร์เฟค เพลส กรุงเทพกรีฑา ร่มเกล้า เปิดไตรมาส 4 จำนวน 66 ยูนิต มูลค่า 670 ล้านบาท

“ทั้ง 7 โครงการเป็นทำเลที่เรามั่นใจ มีทั้งทำเลเก่าที่เราเข้าไปทำตลาดมานาน 20 ปีอย่างกรุงเทพโซนตะวันตก และเป็นทำเลเปิดใหม่ เช่น คูคต เป็นบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดใกล้รถไฟฟ้า ราคา 2-4 ล้านบาท ส่วนลักชัวรี่ยังคงอยู่ทำเลกรุงเทพกรีฑา ยังมีอาคารพาณิชย์ที่เราพัฒนารองรับกับโครงการขนาดใหญ่ในย่านแจ้งวัฒนะ ส่วนบ้านราคา 100 ล้านบาทนั้นส่วนใหญ่เป็นโตรงการร่วมทุน ในปีนี้ยังไม่มีเพิ่มเพราะปัจจุบันน่าจะยังมีซพพลายเพียงพอจะรับรู้รายได้ ไม่เป็นอะไรที่ต้องเปิดทุกปี“ นายวสันต์กล่าว

นายวงศกรณ์ ยังกล่าวอีกว่า ด้วยภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ยังอยู่ในช่วงประคองตัว ดังนั้นมองว่าไม่ช้าก็เร็วทางธนาคารแห่งประะเทศไทย (ธปท.) จะต้องมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงตามทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คาดการณ์ว่าจะปรับลดลงในเดือนมิถุนายนนี้ 0.25% และจะลดอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% รวม 3 ครั้ง จะลดอัตราดอกเบี้ย 0.75% ซึ่งในส่วนของอัตราดอกเบี้ยของไทย ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) นัดแรกเดือนเมษายนนี้ ก็มีโอกาสสูงมากจะปรับลดลง เนื่องจากมีเสียงแตกอยากจะให้ปรับลดจากการประชุม กรง.ครั้งล่าสุด ซึ่งถ้าหากดอกเบี้ยในไทยมีการปรับลดถึง 3 ครั้งตามเฟดภายในปีนี้ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคธุรกิจรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ด้วยเพราะจะทำให้กำลังซื้อกลับคืนมา 5%