หน้าแรก เศรษฐกิจ ผู้ส่งออกไทยใ...

ผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิเอฟทีเอ ปี’66 ทะลุ 8.2 หมื่นล้าน ส่งไปเวียดนามแซงอินโดฯ

29.02.24 | 16:41 น.
แฟ้มภาพ

ผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิเอฟทีเอ ปี’66 ทะลุ 8.2 หมื่นล้าน ส่งไปเวียดนามแซงอินโดฯ


นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตัวเลขการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าสำหรับการส่งออกภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ปี 2566 มีมูลค่าส่งออกรวม 81,589.24 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ 82.31% ของมูลค่าที่ได้รับสิทธิ โดย FTA ที่ไทยใช้สิทธิส่งออกมากอันดับหนึ่งคือความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 29,871.86 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสัดส่วนใช้สิทธิ 75.75% ของมูลค่าการส่งออกของสินค้าที่ได้รับสิทธิ โดยส่งออกไปเวียดนามสูงสุด 7,540.08 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามด้วยอินโดนีเซีย 7,127.58 ล้านเหรียญสหรัฐ มาเลเซีย 6,839.56 ล้านเหรียญสหรัฐ ฟิลิปปินส์ 5,385.78 ล้านเหรียญสหรัฐ และกัมพูชา 1,018.45 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับสินค้าที่มูลค่าการใช้สิทธิสูงที่สุด 5 อันดับแรกภายใต้ความตกลง AFTA ได้แก่ ยานยนต์สำหรับขนส่งของที่น้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุกไม่เกิน 5 ตัน น้ำตาลที่ได้จากอ้อย น้ำมันปิโตรเลียมและน้ำมันจากแร่บิทูมินัส เครื่องจักรอัตโนมัติและรถยนต์สำหรับขนส่งบุคคล ความจุกระบอกสูบเกิน 1,500 – 2,500 ลบ.ซม.

นายรณรงค์กล่าวว่า สำหรับเอฟทีเอที่ใช้สิทธิอันดับ 2 คือความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 23,495.59 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ 92.94% ของมูลค่าที่ได้รับสิทธิ สินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิสูงที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ ทุเรียนสด กลุ่มผลิตภัณฑ์ยาง มันสำปะหลัง สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง และโพลิเมอร์ของเอทิลีน ส่วนเอฟทีเออันดับ 3 เป็นความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 6,803.96 ล้านเหรียญสหรัฐมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 77.84% สินค้าสำคัญที่มูลค่าการใช้สิทธิสูงที่สุดคือเนื้อไก่ปรุงแต่ง

Advertisement

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า สำหรับเอฟทีเออันดับ 4 ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 6,280.45 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิ 60.80% สินค้าสำคัญที่มูลค่าการใช้สิทธิสูงที่สุด คือ รถยนต์และยานยนต์ที่มีเครื่องดีเซลหรือกึ่งดีเซล เอฟทีเออันดับ 5 คือ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 5,410 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสัดส่วนใช้สิทธิ 69.42% สินค้าสำคัญคือ ลวดทองแดง

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศกล่าวต่อว่า แนวโน้มการใช้สิทธิเอฟทีเอปี 2567 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ผลมาจากนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมการส่งออกผ่านการใช้สิทธิเอฟทีเอ โดยอันดับหนึ่งคาดคงเป็นตลาดอาเซียน สิ่งที่น่าจับตามองในปี 2567 ของตลาดอาเซียนคือสถิติการใช้สิทธิสำหรับการส่งออกไปยังเวียดนามเพิ่มสูงขึ้นแซงหน้าอินโดนีเซีย สะท้อนจากเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2566 คาดว่าปี 2567 ตลาดเวียดนามคงเป็นตลาดอาเซียนที่ไทยใช้สิทธิผ่านความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนสูงต่อเนื่อง สำหรับตลาดจีน จากข้อมูลสถิติปี 2566 พบว่าอุตสาหกรรมส่งออกทุเรียนสดคงเป็นสินค้ามีมูลค่าสูงสุดและมีแนวโน้มที่ทุเรียนไทยยังคงครองตลาดในจีน

ภาพรวมการใช้สิทธิเอฟทีเอ ปี 2566 พบว่า แม้มูลค่าการใช้สิทธิทั้งปี 2566 ลดลงจากปี 2565 จากเดิมคาดไว้ 83,679.81 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 81,589.24 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผลมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและอัตราการฟื้นตัวช้าช่วงปลายปี 2565 ถึงต้นปี 2566 แต่เมื่อพิจารณาสัดส่วนการใช้สิทธิเห็นว่าผู้ประกอบการไทยหันมาใช้สิทธิเอฟทีเอเพิ่มมากขึ้น จากเดิม 81.18% ของมูลค่าการส่งออกของสินค้าที่ได้รับสิทธิฯ เป็น 82.31% สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงความสำคัญของการใช้สิทธิเอฟทีเอที่มีส่วนช่วยในการสร้างแต้มต่อในการส่งออก ลดต้นทุน ทำให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

นายรณรงค์กล่าวว่า ปี 2567 กรม ในฐานะหน่วยงานหลักในการส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA มีแผนจัดการสัมมนาเพื่อให้ความรู้และติดอาวุธให้แก่ผู้ประกอบการภายใต้โครงการส่งเสริม SME ให้แข่งขันได้ในตลาดสากล เรื่องยกระดับการค้าสู่สากลด้วยสิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA อีก 5 ครั้ง ในชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา และนครพนม รวมถึงจัดเวิร์กช็อปให้ผู้ประกอบการทดลองใช้ระบบตรวจถิ่นกำเนิดสินค้าแบบไร้กระดาษ (ROVERs PLUS) เสมือนจริง