หน้าแรก เศรษฐกิจ เบทาโกร กางแผ...

เบทาโกร กางแผนปักธงสร้างแลนด์สเคปธุรกิจใหม่ ตั้งเป้าโต 5-10%

1.03.24 | 14:46 น.

เบทาโกร กางแผนปักธงสร้างแลนด์สเคปธุรกิจใหม่ ตั้งเป้าโต 5-10%

นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG เปิดเผยว่า บริษัทฯ วางกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจ 2024 เพื่อนำพาเบทาโกรไปสู่ “บริษัทอาหารครบวงจรชั้นนำของไทยที่มุ่งมั่นเพิ่มคุณค่าชีวิตทุกคน ด้วยอาหารที่ดีกว่า” โดยวาง 3 กลยุทธ์หลัก ซึ่งเป็นหัวใจในการสร้างการเติบโตที่มั่นคง และยั่งยืนให้ เบทาโกร และอุตสาหกรรมอาหาร ผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม 2.กลุ่มธุรกิจอาหารและโปรตีน 3.กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ และ4.กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยง เตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในโลกปัจจุบัน


นายวสิษฐ กล่าวว่า การขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กรอบ ESG (Environmental, Social, Governance) โดยกลยุทธ์ปี 2567 เบทาโกร มุ่งสร้างแลนด์สเคปการทำงานในรูปแบบใหม่ เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายผลการดำเนินงาน 2567 เติบโต 5-10% ผ่าน 1.กลยุทธ์การขยายกำลังการผลิต ด้วยการลงทุนอย่างต่อเนื่อง อาทิ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ฟาร์มปศุสัตว์และโรงงานแปรรูปอาหาร โรงงานผลิตอาหารสัตว์ที่ประเทศลาว รวมทั้งขยายโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่จังหวัดลพบุรี เป็นต้น พร้อมการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยยกระดับการผลิตให้ทันสมัย เพิ่มประสิทธิผลให้ดียิ่งขึ้น 2.กลยุทธ์ปรับพอร์ตสินค้าและช่องทางการจำหน่าย เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีราคาขายและอัตรากำไรที่สูงขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้และส่วนแบ่งการตลาด พร้อมขยายช่องทางการจัดจำหน่าย อาทิ ร้านเบทาโกรช็อป ช่องทางฟู้ดเซอร์วิส และช่องทางการส่งออก และ 3.กลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารจัดการต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพและผลิตภาพ รวมถึงเพิ่มความสามารถในการทำกำไรที่ดียิ่งขึ้น อาทิ การผลิตปศุสัตว์ และระบบการขนส่ง

นายวสิษฐ กล่าวว่า บริษัทได้ทรานส์ฟอร์มองค์กรอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดได้ดึงผู้บริหารที่มีประสบการณ์และวิสัยทัศน์ไกล ร่วมขับเคลื่อนธุรกิจ พร้อมกับวางพันธกิจดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนภายใต้กรอบ ESG กับ 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.การให้ความสำคัญคุณภาพและความปลอดภัย ด้านอาหาร 2.การจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3.การพัฒนาชุมชน 4.การพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน และ 5.อาชีวอนามัยและความปลอดภัย จากปี 2566 ที่บริษัทต้องผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกหลากหลาย ทั้งสถานการณ์ราคาสุกรตกต่ำจากการลักลอบนำเข้าชิ้นส่วนและเนื้อสุกรจากต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

ทั้งนี้ ในปี 2566 มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 108,638 ล้านบาท ลดลง 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 และมีผลขาดทุนสุทธิ 1,398 ล้านบาท อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ยังคงมีโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่ง โดยสามารถบริหารอัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E) อยู่ที่ 0.97 เท่าในปี 2566 และ TRIS Rating คงอันดับเครดิตที่ระดับ “A” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ศักยภาพการดำเนินธุรกิจและโอกาสเติบโตของบริษัท

Advertisement