คืบหน้า’ไฮสปีด 3 สนามบิน’จากวันประวัติศาสตร์ 24 ต.ค.2562 รอวันนับหนึ่งตอกเข็ม
หลัง บริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (กลุ่มซี.พี.) ปักธงวันที่ 24 ตุลาคม 2562 เป็นวันประวัติศาสตร์ เซ็นสัญญาร่วมลงทุนกับการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)
เพื่อรับสัมปทาน 50 ปี เดินหน้ารถไฟความเร็วสูงสายที่2 ของประเทศไทย รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน(ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กิโลเมตร วงเงิน 224,544 ล้านบาท
ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 เมกะโปรเจ็กต์ที่จะมาบูสต์การลงทุนในเขตพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี และเชื่อมโยงการเดินทาง 5 จังหวัด กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ด้วยความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง ประกอบด้วย 9 สถานี ได้แก่ สถานีดอนเมือง สถานีบางซื่อ สถานีมักกะสัน สถานีสุวรรณภูมิ สถานีฉะเชิงเทรา สถานีชลบุรี สถานีศรีราชา สถานีพัทยา สถานีอู่ตะเภา
แต่จากวันนั้นมาถึงปัจจุบันโครงการยังไม่ได้ฤกษ์เดินหน้าก่อสร้าง ท่ามกลางหลากคำถามที่ถาโถม และเฝ้าจับตา
ล่าสุด รายงานข่าวจาก รฟท. อัพเดตความคืบหน้าของโครงการว่า การส่งมอบพื้นที่ในช่วงสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ทางเอกชนรับมอบพื้นที่แล้วเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 ช่วงมักกะสันและศรีราชา ส่งมอบพื้นที่แล้ววันที่ 15 ตุลาคม 2564 โดยพื้นที่มักกะสัน บริเวณลำรางสาธารณะ อยู่ระหว่างการพิจารณาของกรุงเทพมหานคร(กทม.)และช่วงพญาไท-ดอนเมืองส่งมอบพื้นที่แล้ววันที่ 24 ตุลาคม 2566
สำหรับเงื่อนไขก่อนแจ้งเริ่มงานหรือออกNTPนั้น ต้องมีครบ 3 องค์ประกอบ ขณะนี้ดำเนินการแล้ว 2 เรื่อง คือ การส่งมอบพื้นที่ของโครงการเกี่ยวกับรถไฟให้แก่เอกชนคู่สัญญา ซึ่งรฟท.ดำเนินการแล้ว รวมถึงการส่งมอบพื้นที่เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟของโครงการหรือTODสถานีมักกะสันได้ส่งมอบแล้วเช่นกัน
ยังเหลือส่วนของเอกชนคู่สัญญาต้องได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ล่าสุดเอกชนขอขยายเวลาครั้งที่3 เป็นวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 โดยบีโอไอให้ขอขยายได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 4 เดือน ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย หากไม่มีอะไรเปลี่ยนไปคาดว่าจะแจ้งให้เริ่มงานได้ในเดือนมิถุนายน 2567 และใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี แล้วเสร็จภายในปี 2572
ด้านรายงานข่าวจาก บริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาปรับเงื่อนไขสัญญาที่เป็นประเด็นหลัก 2-3 ประเด็น ได้แก่
1.ขอผ่อนจ่ายค่าสิทธิ์เดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์พร้อมดอกเบี้ย 11,731.13 ล้านบาท โดยชำระปีที่ 1-6 งวดละ1,067.11 ล้านบาท ชำระงวดสุดท้ายปีที่ 7 จำนวน 5,328.47 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งเรื่องนี้ภาครัฐได้มีการพิจารณาอนุมัติไปแล้ว รอปรับแก้ไขสัญญา
2. ขอให้รัฐจ่ายเงินร่วมลงทุนงานโยธา 117,227 ล้านบาท เร็วขึ้นตั้งแต่เริ่มการก่อสร้างในปีที่2-6 หรือก่อสร้างไปแล้วในระดับหนึ่ง จากเดิมรัฐจะจ่าย 10 ปี หลังเปิดเดินรถหรือปีที่ 6 เป็นต้นไป
3.ขอให้รัฐช่วยหาเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำให้ หากเกิดกรณีมีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง โดย 2 เรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
“เป็นการเจรจาเพื่อให้มีความเหมาะสมกับสถานะของโครงการในปัจจุบันที่เปลี่ยนไป หลังมีวิกฤตโควิด และส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ทำให้โครงการมีความเสี่ยงสูงขึ้น ขณะที่ผลตอบแทนโครงการก็เปลี่ยนไปด้วย หากรัฐอนุมัติให้จ่ายเงินร่วมลงทุนได้ในระหว่างที่ก่อสร้างได้ จะลดความเสี่ยงเรื่องดอกเบี้ยและลดภาระเงินกู้ได้ รวมถึงยังสามารถหาเงินกู้มาลงทุนก่อสร้างส่วนโครงสร้างที่ทับซ้อนกับรถไฟไทย-จีนช่วงบางซื่อ-ดอนเมืองได้ ซึ่งจะใช้เงินก่อสร้างกว่า 9,000 ล้านบาท“รายงานข่าวกล่าว
อย่างไรก็ตามรายงานข่าวย้ำว่า ปัจจุบันบริษัทยังคงเดินหน้าโครงการ และจะเร่งทำข้อมูลให้ทันวันที่ 22 พฤษภาคมตามที่บีโอไอกำหนด โดยที่ผ่านมาบริษัทได้มีการลงทุนไปแล้วทั้งส่วนของผู้ถือหุ้น ประกอบด้วย บจ.เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง 70% บจ.ไชน่า เรลเวย์ คอนสตรัคชั่น (CRCC) 10% บมจ.ช.การช่าง และ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) 15% และ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ 5%
การปรับปรุงแอร์พอร์ตเรลลิงก์ และเตรียมการพื้นที่ก่อสร้าง รวมแล้วน่าจะประมาณ 10,000 ล้านบาท
ขณะที่การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสถานีมักกะสัน(TOD)เนื่เอที่ 150 ไร่ ทางซี.พี.ได้ให้บริษัท ซีพี ฟิวเจอร์ ซิตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (CPFC) ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร มาออกแบบพัฒนาโครงการนี้ด้วย ในเบื้องต้นจะพัฒนาเป็นมิกซ์ยูสขนาดใหญ่
คงต้องลุ้นอีกทีเดือนพฤษภาคมนี้!

