หน้าแรก เศรษฐกิจ สตาร์ตพร้อมเพ...

สตาร์ตพร้อมเพย์ โอนฟรีทุกแบงก์ เคลื่อนเนชั่นแนลอีเพย์เมนต์…อวสานเงินสด

30.01.17 | 14:23 น.

ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้กดปุ่มสตาร์ตและเริ่มใช้ “พร้อมเพย์” (Promptpay) การโอนเงินระหว่างบุคคลกับบุคคลอย่างเป็นทางการแล้ว แม้เดิมจะตั้งใจเปิดตัวในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2559 แต่ด้วยเหตุผลด้านการพัฒนาประสิทธิภาพของระบบและความปลอดภัยจึงต้องเลื่อนออกมา

บริการดังกล่าวสืบเนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายประเทศไทย 4.0 โดยให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัล (ดิจิทัล อีโคโนมี) ซึ่งที่ผ่านมาเน้นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตและการลงทุน เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอินเตอร์เน็ต เพื่อพัฒนาการค้าขายผ่านช่องทางออนไลน์ (อีคอมเมิร์ซ) แต่อีกด้านที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ภาคบริการ โดยเฉพาะบริการทางด้านการเงิน เพราะหากบริการทางการเงินไม่ดีก็จะไม่เอื้อต่อการค้า

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการเงินที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ เกิดเป็นแผนยุทธศาสตร์พัฒนาระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (เนชั่นแนล อีเพย์เมนต์) สร้างระบบการชำระเงินผ่านทางอีเพย์เมนต์ให้สอดรับไปกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการขยายตัวของการใช้และเข้าถึงอินเตอร์เน็ต รวมทั้งการใช้สมาร์ทโฟนที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการการเงินได้ทั่วถึง และช่วยลดต้นทุนการเงินให้กับประชาชนทั่วไปและภาคธุรกิจ ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)

เปิดแผนยุทธศาสตร์อีเพย์เมนต์

โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 22

Advertisement

ธันวาคม 2558 เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติแผนยุทธศาสตร์เนชั่นแนล อีเพย์เมนต์ ที่ประกอบด้วย พร้อมเพย์ ระบบโอนเงินและรับเงินแบบใหม่ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ การส่งเสริมให้เกิดการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ในการซื้อขายสินค้าทั่วประเทศและการติดตั้งเครื่องรับบัตร (อีดีซี) ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ตลอดจนร้านค้ารายย่อยต่างๆ การพัฒนาระบบภาษี เพื่อให้การจัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งอีเพย์เมนต์ของภาครัฐ ก็จะพัฒนาระบบจ่ายคืนภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการจ่ายสวัสดิการให้กับผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มที่ได้ลงทะเบียนกับภาครัฐไว้ และการส่งเสริมให้ประชาชนใช้ระบบอีเพย์เมนต์มากขึ้น

การเกิดขึ้นของพร้อมเพย์ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะทำให้เกิดโครงการอื่นต่อเนื่องตามมา เพราะเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงิน และบริการทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน ธุรกิจและหน่วยงานต่างๆ ใช้ในการโอนเงินและรับเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ แทนบริการแบบเดิมที่ใช้เลขบัญชีธนาคาร ซึ่งผู้ที่ต้องการใช้งานพร้อมเพย์จะต้องลงทะเบียนสมัครใช้งานเพื่อผูกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน หรือหมายเลขโทรศัพท์กับบัญชีเงินฝากก่อน ซึ่งผู้ที่ต้องการใช้งานพร้อมเพย์จะต้องลงทะเบียนสมัครใช้งานได้ 4 ช่องทาง คือ โมบายแบงกิ้งอินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง เอทีเอ็ม และสาขาธนาคาร เพื่อผูกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน หรือหมายเลขโทรศัพท์กับบัญชีเงินฝาก โดยบัญชีเงินฝาก 1 เล่ม สามารถเลือกผูกได้กับ 1 หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนกับ 1 หมายเลขโทรศัพท์ หรือจะเลือกผูกบัญชีเงินฝาก 1 เล่ม กับเฉพาะบัตรประจำตัวประชาชน หรือผูกบัญชีเงินฝาก 1 เล่มกับเฉพาะหมายเลขโทรศัพท์มือถือก็ได้ สูงสุดได้ 4 หมายเลข เป็นต้น

พร้อมเพย์ฟรีค่าธรรมเนียม

ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนสำหรับประชาชนทั่วไป คือ ค่าธรรมเนียมที่ถูกลง และไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมการโอนต่างธนาคารหรือการโอนข้ามเขตจังหวัด และสามารถโอนได้บ่อยเท่าที่ต้องการ โดยการโอนเงินไม่เกิน 5,000 บาท ฟรีค่าธรรมเนียม ส่วนมากกว่า 5,000-30,000 บาท เสียค่าธรรมเนียมไม่เกิน 2 บาท และโอนเงินมากกว่า 30,000-100,000 บาท คิดค่าธรรมเนียมการโอน 5 บาท และมากกว่า 100,000 บาทขึ้นไป คิดค่าธรรมเนียม 10 บาท

ขณะที่ประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ เป็นการสร้างโอกาสให้การค้าขายของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และเพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะลูกค้าสามารถชำระเงินได้สะดวกยิ่งขึ้นและเสียค่าธรรมเนียมถูกลง ทั้งนี้ยังช่วยลดต้นทุนระบบการเงินของประเทศ เพราะการทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ทำให้ลดการพึ่งพาเงินสดและลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการและการพิมพ์พันธบัตรของประเทศ ซึ่งสามารถนำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้ในการบริหารประเทศด้านอื่นต่อไปได้

ด้านความปลอดภัยนั้น ผู้พัฒนาระบบยืนยันว่ามีความปลอดภัยสูงสุดตั้งแต่ขั้นตอนการลงทะเบียนที่รัดกุม หน่วยงานที่ดูแลอย่าง ธปท.เองก็ได้ตรวจสอบขั้นตอนและการควบคุมดูแลระบบการลงทะเบียนพร้อมเพย์โดยเฉพาะ สำหรับระบบกลาง ดูแลโดยบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ เป็นระบบปิดที่มีการดูแลความปลอดภัยตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ISO-27001 และจะมีการตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอกที่ได้รับการรับรองอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นคนภายนอกไม่สามารถเชื่อมต่อกับระบบนี้ผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ตทั่วไปได้ นอกจากความปลอดภัยของระบบกลางแล้วยังได้ออกแบบความปลอดภัยในส่วนของกระบวนการเข้าใช้งาน ที่ผู้ใช้บริการทุกธนาคารจะต้องใส่เลขรหัส (พาสเวิร์ด) และมีการยืนยันรายการก่อนทำการโอนทุกครั้ง

โอนสวัสดิการรัฐ-คืนภาษีผ่านพร้อมเพย์

แม้เดิมทีตั้งใจจะเปิดใช้บริการพร้อมเพย์ ด้วยการโอนเงินระหว่างบุคคลกับบุคคลก่อนในช่วงเดือนตุลาคม 2559 และก่อนที่จะเปิดตัวไม่กี่สัปดาห์ได้เลื่อนเปิดโครงการมาเปิดในช่วงต้นปี 2560 นี้ แต่ถึงแม้ตอนนั้นการโอนเงินระหว่างบุคคลและบุคคลจะยังไม่เกิดขึ้น แต่พร้อมเพย์ก็ได้เริ่มดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยการโอนเงินสวัสดิการให้กับผู้รับมีสิทธิผ่านพร้อมเพย์ โดยใช้หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนไปแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายน 2559 ซึ่งได้โอนเงินสวัสดิการอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดเป็นโครงการแรก และหลังจากนี้จะมีการโอนเงินโครงการสวัสดิการต่างๆ ตามมาอีกในปีนี้ ซึ่งการใช้ระบบพร้อมเพย์ในการโอนเงินสวัสดิการช่วยให้สามารถจ่ายเงินสวัสดิการกับผู้รับได้โดยตรง ทำให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และช่วยลดการรั่วไหลในกระบวนการจ่ายเงินสวัสดิการของภาครัฐได้

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ได้เริ่มคืนภาษีผ่านทางระบบพร้อมเพย์ให้กับผู้ที่ได้รับคืนภาษีที่มีการลงทะเบียนไว้กับธนาคารต่างๆ ซึ่งทำให้ได้รับเงินคืนภาษีเร็วกว่าระบบเดิมที่ใช้เช็ค

เดินตามแผนสู่สังคมไร้เงินสด

เฟสต่อไปของพร้อมเพย์ที่จะเห็นหลังจากนี้ คือ พร้อมเพย์นิติบุคคล โดยธนาคารแต่ละธนาคารได้เตรียมความพร้อมที่จะเปิดลงทะเบียนนิติบุคคลแล้ว ในวันที่ 1 มีนาคมนี้ และหลังจากนั้นพร้อมเปิดให้บริการการโอนเงินได้ทันที เพื่อสนับสนุนให้นิติบุคคลเปลี่ยนมาใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์แทนการใช้เช็ค ที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมและจะใช้ระยะเวลาหลายวันกว่าจะได้รับเงิน แม้ว่าปัจจุบันจะสามารถเคลียริ่งเช็คผ่านระบบออนไลน์ได้ แต่ยังต้องใช้ระยะเวลา คาดว่าหากธนาคารต่างๆ เริ่มเปิดให้นิติบุคคลมาลงทะเบียนใช้พร้อมเพย์ได้จะเห็นการแข่งขันชิงลูกค้านิติบุคคลอีกครั้ง

อีกโครงการที่สำคัญ คือ การวางเครื่องอีดีซีรับบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิตในการชำระค่าสินค้าและบริการกว่า 5.5 แสนเครื่องทั่วประเทศ ขณะนี้ได้เปิดให้ผู้ประกอบการมายื่นซองเสนอราคาแล้ว 2 ราย โดยจะเปิดซองในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ และเริ่มดำเนินการวางเครื่องต่อไป คาดว่าการวางเครื่องอีดีซีในหน่วยงานภาครัฐต่างๆ จะแล้วเสร็จก่อนในเดือนกันยายน จากนั้นทยอยวางตามบริษัทเอกชนและตามร้านค้า ตั้งเป้าหมายวางเครื่องอีดีซีแล้วเสร็จทั้งหมดในช่วงเดือนมีนาคม 2561 เมื่อวางเครื่องอีดีซีดังกล่าวเรียบร้อย จะช่วยส่งเสริมการใช้จ่ายด้วยบัตรอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องพกเงินสดจำนวนมาก ทำให้สะดวก ปลอดภัย เพราะที่ผ่านมามีร้านค้าที่รับบัตรน้อย และหากรับบัตรก็มียอดการใช้จ่ายขั้นต่ำ ทำให้การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ไม่เป็นที่นิยม

นอกจากระบบการชำระเงินของสถาบันการเงินแล้ว กระทรวงการคลัง ธปท. ยังได้เตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพราะปัจจุบันยังมีความยุ่งยาก โดยจะปรับลดระยะเวลาชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ให้สามารถดำเนินการได้ใน 2 วันทำการ (T+2) จากปัจจุบันอยู่ที่ 3 วันทำการ (T+3) โดยจะมีการปรับปรุงกฎเกณฑ์และการทำงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 12 เดือน และจะเริ่มใช้ T+2 ในไตรมาส 1 ปี 2561 ตามที่รัฐพยายามที่จะผลักดันเนชั่นแนลอีเพย์เมนต์นั้น สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และหนึ่งในผู้ผลักดันโครงการนี้ ตั้งเป้าหมายสูงสุดที่จะผลักดันไทยเข้าสู่สังคมไม่ใช้เงินสด หรือ Cashless Society โดยพร้อมเพย์ถือเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่เป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันเนชั่นแนลอีเพย์เมนต์ให้เกิดขึ้น

ซึ่งเนชั่นแนลอีเพย์เมนต์เปรียบเป็นถนนสายหลักเชื่อมต่อระบบการเงินของประเทศ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสมรรถนะในการแข่งขันของประเทศไทยให้เพิ่มขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัล