นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด(มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2560 บริษัทตั้งเป้ารายได้โต 15% จากปีก่อนหน้า โดยธุรกิจบริการด้านตราสารหนี้ตั้งเป้าเติบโต 25% รักษาระดับส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์)ของธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่ 3% ตามกลยุทธ์จะเน้นสร้างกำไรสุทธิมากกว่าลดราคาค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ปัจจุบันบริษัทคิดอยู่ที่ 0.20% ทั้งนี้ ในปี 2560 จะนำหุ้นไอพีโอเข้าจดทะเบียนทั้งสิ้น 4 บริษัท จากปัจจุบันดูแลหุ้นที่เตรียมเสนอขายไอพีโอทั้งสิ้นกว่า 29 บริษัท
สำหรับภาวะตลาดในช่วงนี้มองว่าราคาหุ้นทั้งตลาดเริ่มเต็มมูลค่า อัตราปิดต่อกำไรสุทธิเฉลี่ย(พีอี) อยู่ในระดับใกล้เคียงกับตลาดพัฒนาแล้ว ทำให้ดัชนีปรับขึ้นลงในกรอบแคบ เพราะคนไม่กล้าถือหุ้นนาน ทั้งนี้ สิ่งที่นักลงทุนควรระวังในช่วงนี้ คือ หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กอาจปรับตัวลงรุนแรงหากผลประกอบการไตรมาสที่4/2559 ออกมาต่ำกว่าที่นักลงทุนคาด ขณะนี้หุ้นกลุ่มดังกล่าวถือว่าซื้อขายอยู่ในระดับราคาที่ค่อนข้างแพงขณะที่หุ้นใหญ่พื้นฐานดีบางตัวซื้อขายบนระดับพีอีที 10-12 เท่าถือว่าน่าสนใจที่จะเข้าลงทุน ส่วนการเลือกซื้อหุ้นช่วงนี้ยังแนะนำให้ดูรายตัวและยังมองว่าหุ้นไทยและหุ้นทั่วโลกยังสามารถไปได้ต่อหากเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาปรับตัวดีขึ้นจากนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าหากดัชนีทะลุ 1,600 จุดมีโอกาสที่ดัชนีหุ้นไทยจะขึ้นไปที่ระดับ 1,650 จุดได้
ด้านน.ส.ยอดฤดี สันตติกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ หัวหน้าฝ่ายตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ในฐานะที่บริษัทเป็นผู้จัดจำหน่ายหุ้นกู้บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับธนาคารกรุงไทย ได้ติดตามขั้นตอนการคัดเลือกคณะกรรมการและการชำระหนี้หุ้นกู้คืนอย่างใกล้ชิด โดยที่ผ่านมาบริษัทได้จำหน่ายหุ้นกู้ของบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ ไปแล้ว 1,500 ล้านบาท จากวงเงินหุ้นกู้ของบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ ทั้งหมดกว่า 3,000 ล้านบาทซึ่งทั้งหมดได้เข้าเกณฑ์ที่เจ้าหนี้สามารถเรียกชำระคืนก่อนเวลาได้ หลังจากบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงิน(บีอี)อีก 200 ล้านบาท เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา ในส่วนของหุ้นกู้ 1,500 ล้านบาทของบริษัทมีผู้ลงทุนประมาณ 600 คน เกือบทั้งหมดเป็นนักลงทุนที่มีความมั่งคั่งสูง ปัจจุบันลูกค้ายังไม่มีความกังวลถึงการชำระคืนหนี้ มีเพียง 1-3 รายเท่านั้นที่ติดต่อสอบถามเข้ามาขอข้อมูล
ทั้งนี้ เชื่อว่าคณะกรรมการชุดใหม่ของบริษัทที่จะมีการประชุมในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 จะมีแนวทางในการหาเงินมาชำระคืนหนี้ดังกล่าวได้ซึ่งกรรมการบริษัทอาจเลือกขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ หาแหล่งเงินกู้ หรือเพิ่มทุน อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าในปี 2560 ธุรกิจการจำหน่ายหุ้นกู้จะเติบโตดีโดยตั้งเป้าทั้งปีจะเติบโต 25% หลังบริษัทเอกชนต้องการล็อคต้นทุนทางการเงิน ในช่วงที่ดอกเบี้ยอยู่ในขาขึ้น และยังเริ่มเห็นกระแสบริษัทชนหันมาออกหุ้นกู้แทนตั๋วแลกเงิน(บีอี) เพื่อให้การระดมเงินทุนตรงกับโครงสร้างของหนี้หรือแหล่งลงทุนที่บริษัทต้องการนำไปใช้ ส่วนความเข้มงวดในการเสนอขายหุ้นกู้นั้นบริษัทจะเรียกสินทรัพย์ค้ำประกันถึง 150-200% ของวงเงินการออกหุ้นกู้ นิกจากนี้ ยังมีเกณฑ์คัดกรองบริษัท การจำกัดการต่ออายุหุ้นกู้และตราสารหนี้เพื่อป้องกันความเสี่ยงให้มากที่สุด

