ความเชื่อมั่นปชช.-นักธุรกิจ ‘ทรงตัว’ รอเบิกจ่ายงบรัฐ-เที่ยวสงกรานต์คึกคักเม.ย.นี้ ช่วยเพิ่มภาคส่งออก-ท่องเที่ยว ดันศก.ฟื้นไตรมาส2 ผวาฝุ่น-ภัยแล้ง กระทบอยากเที่ยว
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนกุมภาพันธ์ 2567 พบว่า ดัชนีทุกรายการเพิ่มขึ้น โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบัน ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคต อยู่ระดับ 63.8 46.9 71.9 จาก 62.9 46.2 70.9 ตามลำดับในเดือนมกราคม 2567 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจเกี่ยวกับโอกาสในการทำงาน ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจรายได้ในอนาคต อยู่ระดับ 57.7 60.4 73.2 เพิ่มจาก 56.9 59.5 72.2 ตามลำดับในเดือนมกราคมปีนี้ แต่อย่างไรก็ตาม สังเกตได้ว่าดัชนีเพิ่มในอัตราไม่สูงแค่ 0.1-0.2% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอยู่ในภาวะนิ่งและทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยหลักคือประชาชนขอความชัดเจนของการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 ที่คาดเริ่มได้ในเดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้ และการท่องเที่ยวคึกคักในเทศกาลสงกรานต์

“ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ซึ่งอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 48 เดือนนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 หลังจัดตั้งรัฐบาลและรัฐบาลจัดทำนโยบายลดค่าครองชีพโดยลดค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมัน ออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ มองว่าการเมืองไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ผู้บริโภคคงกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อบานปลาย เพิ่มแรงกดดันการฟื้นตัวระบบเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ตอนนี้มีภาคส่งออกที่กลับมาเป็นบวกและภาคท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาไทยต่อเนื่อง รวมถึงราคาพืชเกษตรหลักราคายังดีมีผลต่อการใช้จ่ายท้องถิ่นมีอยู่ จึงเป็นปัจจัยพยุงเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้ ขณะที่ปัจจัยภายในยังกังวลต่อปัญหาต้นทุนและค่าใช้จ่ายการดำรงชีวิตยังสูง หนี้สินครัวเรือนสูง ความวิตกต่อปัญหาฝุ่นละอองและภัยแล้ง ที่มีผลต่อการออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านและการเดินทางหรือท่องเที่ยว ยังเห็นอัตราการจ้างงานใหม่ยังไม่สูงขึ้น เหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งรับมือ “
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค คงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวม ที่มองว่ายังคงฟื้นตัวช้าค่าครองชีพสูง การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยและทั่วโลก ตลอดจนสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน กับอิสราเอลกับฮามาสในฉนวนกาซาอาจยืดเยื้อ ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาในเชิงลบต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก ธุรกิจโดยทั่วไป และการจ้างงานในอนาคต โดยยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะ ทั้งนี้ จากสำรวจตามภูมิภาค ส่วนใหญ่ 37.3% มองว่าเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น และจำนวนนักท่องเที่ยวยังฟื้นไม่เท่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะจังหวัดเมืองรอง ยอดเข้าเที่ยวยังน้อย มีแค่เมืองหลักเท่านั้นที่มียอดนักเที่ยวต่างชาติหรือคนไทยเพิ่มมาก ด้านจ้างงาน 57.8% มองว่าแย่ลง สะท้อยนว่าการจ้างานยังชะลอตัว จากเศรษฐกิจและต้นทุนประกอบการยังสูง แค่ก็มองว่า 6 เดือนข้างหน้าจะดีขึ้น ส่วนภาวะการซื้อขายบ้านและรถยนต์อยู่ในเกณฑ์ที่ดี


นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ในส่วนความเชื่อมั่นหอการค้าไทย(ผู้ประกอบการภาคเอกชน) เดือนกุมภาพันธ์ ขยับขึ้นเล็กน้อย อยู่ที่ 55 จาก 54.8 ในเดือนมกราคมปีนี้ ความเชื่อมั่นหอการค้าไทยต่อปัจจุบัน และในอนาคต อยู่ที่ 52.9 และ 57.1 จาก 52.8 และ 56.9 ตามลำดับ ซึ่งอัตราเพิ่มเพียงเล็กน้อยเหมือนกับภาคประชาชน สะท้อนถึงความกังวลและรอความชัดเจนในปัจจัยหนุนและปัจจัยลบ โดยภาคเอกชน ได้เสนอ ดังนี้ ออกแนวทางมาตรการจัดการแก้ไขบริหารการใช้น้าให้เหมาะสมต่อภาคการเกษตรและการบริโภคของประชาชน ออก แนวทางขับเคล่ือนการค้าการลงทุนอย่างต่อเน่ืองให้กับภาคธุรกิจเพื่อเพิ่มโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและยังช่วยเพ่ิมขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจเอกชนให้เทียบเท่ากับนานาประเทศ ออก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศท่ีควรออกมาอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน มาตรการลดภาระต้นทุนทางด้านการเงิน และการดาเนินธุรกิจ เช่น ค่าพลังงาน อัตราดอกเบี้ยเป็นต้น การเช่ือมโยงระบบโลจิสติกส์ในประเทศให้มีความสะดวกสบายและเหมาะสมกับการขนส่งตลอดจนการเดินทาง ของนักท่องเที่ยว การจัดการดูแลแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศลักษณะที่ผิดกฎหมาย และ มาตรการจัดการปัญหายาเสพติดที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ
“ ผลสำรวจและปัจจัยต่างๆ มองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 2 ปีนี้ คาดเศรษฐกิจไตรมาสแรกปีนี้บวก 2% ไตรมาส 2 บวก 2.5-3% หากงบประมาณปี2567 เบิกจ่ายได้เร็วตามแผน และเศรษฐกิจโลกไม่ชะลอหรือไม่เหตุรุนแรงจนกระทบเดินทางเที่ยวช่วงเดือนเมษายนนี้ ซึ่งทางศูนย์ฯกำลังประเมินปัจจัยต่างๆเพื่อทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจอีกครั้ง จากเดิมคาดทั้งปีนี้จะบวก 3.2% ขณะที่หน่วยงานรัฐและเอกชนต่างๆทยอยปรับลดและอยู่ระดับบวก 2.7-2.8% จากเดิมคาดไว้เกิน 3% จะแถลงในวันที่ 19 มีนาคมนี้ “ นายธนวรรธน์ กล่าว

