พินิจ ปาฐกถา ส่งเสริมยางพารา ชี้ช่องทลายอุปสรรค มุ่งแปรรูปเพิ่มมูลค่า หวังชาวสวนปลดหนี้-มีสุข

พินิจ ปาฐกถา ส่งเสริมยางพารา ชี้ช่องทลายอุปสรรค มุ่งแปรรูปเพิ่มมูลค่า หวังชาวสวนปลดหนี้-มีสุข

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 8 มีนาคม 2567 ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ และอุตสาหกรรม วุฒิสภา ร่วมกับ คณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา และ กรรมมาธิการพาณิชย์ และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา จัดงานสัมนา ‘โจทย์วิจัยและการสร้างนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ยางพาราไทยสู่เชิงพาณิชย์’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชน นักวิชาการ และสมาชิกวุฒิสภา นำโดย พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง เดินเข้าชมนิทรรศการนวัตกรรม และผลิตภัณฑ์จากยางพาราของหน่วยงานต่างๆอย่างคับคั่ง อาทิ ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านยางพารา สำนักงานวิจัยแห่งชาติ, สถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ สถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลา เป็นต้น

ในตอนหนึ่ง พล.อ.อ.ประจิน ประธานคณะกรรมการธิการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและการพัฒนา กล่าวเปิดงานว่า ก่อนที่จะถึงวันนี้ได้เมื่อปลายปีที่แล้ว ได้มีการทำวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องยางพารา ซึ่งจะส่งผลต่อการแปรรูปยางพาราให้ใช้งานได้มากขึ้น ก็ได้ได้ทำงานในลักษณะของต้นทางถึงกลางทาง

Advertisement

“วันนี้จะเป็นการเติมตั้งแต่กลางทางถึงปลายทางนำผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ นำไปสู่รายได้ของชาวสวนยาง ผู้ประกอบสวนยาง สหกรณ์วิสาหกิจชุมชนเราพยายามนำประเด็นต่างๆมาเสนอต่อผู้บริหาร และได้ร่วมมือจากภาครัฐ และธุรกิจ ทส่งเสริมในทางพาณิชย์เป็นเป้าหมายที่เราตั้งไว้” พล.อ.อ.ประจินกล่าว

ต่อมาเวลา 09.30 น. นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ ขึ้นกล่าวปาถกฐาพิเศษ หัวข้อ ‘การสร้างนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมยางพาราไทยสู่พาณิชย์’

Advertisement

นายพินิจกล่าวว่า ตนเป็นตัวแทนที่กล้าพูดกล้าทำกล้ารับผิดชอบ โดยหลักการแล้วตนไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ได้เป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างสรรค์ความรุ่งเรืองของประเทศ แต่โดยส่วนตัวแล้วต้องแยกแยะ และเคารพรักท่านวุฒิสมาชิกทุกท่าน หลักการก็คือหลักการ เรื่องประเทศชาติเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่าเรื่องส่วนตัว

นายพินิจกล่าวว่า ตนไม่ไปบรรยายที่ไหน เพราะประเทศไทยพูดความจริงอะไรไม่ค่อยได้ ท่านต้องเข้าใจ แต่ที่มาวันนี้เห็นเจตนารมณ์ อุดมการณ์ความคิดที่ดีของท่านประจิน จั่นตอง อย่างน้อยสมาชิกวุฒิสภาก็คิดถึงเกษตรกรแขนงหนึ่ง คือ เกษตรกรยางพารา คิดถึงการพัฒนา และผลักดันให้เกินการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่มีมูลค่าเพิ่ม อันนี้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แค่เริ่มคิดก็สร้างประโยชน์ต่อเกษตรกร แม้ผลลัพธ์ต้องรอดูกันอีก เพราะมีปัจจัยอะไรหลายอย่างอีกมากมาย

“ผมไม่ได้เชี่ยวชาญ หรือ เป็นผู้มีความรู้อะไรมาก เพราะเป็นเรื่องของโชคชะตาหรือจังหวะชีวิต จนได้มาเป็นรองนายกรัฐมนตรี แท้จริงแล้วชีวิตผมต้องการเรียนกฎหมาย มาสมัครเป็นปลัด นายอำเภอ ผู้ว่าคิดว่ามันเท่ สมัยอยู่แปดริ้ว ผมจำได้ว่าพบตัวยากมาก ต้องผลักประตูตรงกลางเหมือนคาวบอย แล้วเสมียนพุ่งตัวมาห้ามผมเลย ผมจะมาพบนายอำเภอทำไมต้องมากีดกัน ก็เลยทำให้ชีวิตอยากเรียนกฎหมายแต่เอาไปเอามากลายเป็นสมาชิกผู้แทนราษฏร และรองนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่ได้คาดหวัง

ผมคลุกคลีกับการปลูกยางมาจากวิถีชีวิต ต่างจากที่เราเรียนกันมา หลักสูตรเราเป็นแบบท่องจำ เป็นนกแก้วนกขุนทอง ไม่ได้เรียนแบบการวิจัย หรือ การทดลองค้นคว้า เราท่องจำกันมาตลอดว่า ภาคเหนือมีป่าไม้อุดมสมบูณ์ ภาคกลางพื้นที่ราบลุ่มในน้ำมีปลาในนามีข้าว ภาคใต้แร่ดีบุก และภาคอีสานแห้งแล้ง เราเรียนมาแบบนี้ จึงไม่มีใครเชื่อว่าภาคอีสานจะสามารถปลูกยางพาราได้ เพราะเราเรียนแบบท่องจำไม่ได้ค้นคว้า” นายพินิจเผย

นายพินิจกล่าวว่า ตอนหลังมีการทดลองเอาจากภาคใต้ไปปลูกที่อีสาน สมัยนั้นยังไม่มีการยางแห่งประเทศไทย ยุคผมยังเป็นสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) เอาไปปลูกก็ไม่มีใครเชื่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ท่านก็ไปส่งเสริมแต่คนยังไม่ปลูก งบประมาณได้ไปตามแผนของสภาพัฒน์ กระทรวงเกษตรฯ และกองทุนเหล่านี้ จนไปเพาะต้นยางที่จังหวัดบึงกาฬได้ไปหลายแสนต้น ไปส่งเสริมให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ผอ. ครูก็ไม่มีใครยอมปลูก

“เขาถามว่าปลูกได้ แล้วจะขายใครอยู่ 7 ปี แล้วคนส่วนใหญ่จะปลูกต้นยูคา แต่กระทรวงเกษตรฯได้งบไปเพาะกล้าต้นยางมากมาย ท่านไปดูข่าวตอนนั้น ผมเป็นคนที่ทำกิจกรรมตลอด ผมมีเรื่องสตอรี่ทุกอาทิตย์ในการลงพื้นที่ ในการประชุมอภิปรายทุกครั้ง ผมต้องยกมือถามรัฐบาล ถามถึงความทุกข์ยากของประชนชน” นายพินิจเผย

นายพินิจกล่าวต่อไปว่า มีคนมาบอกว่า ถ้าตนปลูกชาวบ้านจะปลูกตาม เพราะตนเป็นผู้แทนฯ ที่พูดคำไหนคำนั้น จึงไปซื้อที่แถวบึงกาฬไร่ละประมาณ 500 บาท ถูกมาก ไปซื้อที่แปลงแรก เพราะคนอุดรธานีบอกว่าเจ็บใจมาก เวลาขายอ้อย มักถูกลอบตัด หรือไฟไหม้ จึงซื้อไร่ละ 2,500 บาท

“ผมปลูกเพราะจำใจปลูก ถูกขอร้องให้ปลูก พอเข้าปี 3-4 ต้นยางสวยมาก ก็เริ่มมีคนตาม การปลูกพืชมี 3 เรื่องเท่านั้นเอง คือ เมล็ดพันธุ์ ต้องมีการพัฒนาดิน น้ำ ซึ่งผมปลูกยางหน้าแล้ง แต่ปกติแล้วต้องปลูกหน้าฝน เจ้าหน้าที่ผมห้ามไม่ให้ทำ เพราะต้องปลูกช่วงหน้าฝน ดินดี และต้องมีระบบชลประทาน 3 เรื่องนี้จะทำให้ต้นยางเจริญเติบโต” นายพินิจเผย

นายพินิจกล่าวว่า รัฐไม่เคยสอนความรู้ชาวบ้าน แต่พอตนปลูกได้ 2 เดือนมันแตกยอดขึ้นมา ยิ่งเจอฝนตกขึ้นมา มันขึ้นไป 3-4 ชั้น จนนำหน้าเขาแล้ว วัดได้ 120 เซ็นติเมตร มีขนาดรอบวงจนกรีดได้แล้ว นี่คือการพัฒนาที่ไม่มีใครศึกษา แต่ไม่มีคนทำ ยกตัวอย่าง มาเลเซียเขาตั้งสถาบันวิจัยยาง เขาได้พันธุ์ที่ดี เขาพัฒนาก้าวหน้ากว่าไทยมาก

“เราทำไมยังติดกับอยู่กับรายได้ปานกลางมาหลาย 10 ปี วันนี้ยังปานกลางและถอยลงไปอีก วันนี้มนุษย์เงินเดือนใครไม่เป็นหนี้บ้าง ไม่มี ผ่อนหมดเกือบทุกอย่าง รถก็ผ่อน กลับไปบ้านอยากกินน้ำเย็นๆ ก็ยังผ่อนตู้เย็น ผ่อนหมดทั้งชีวิต นี่คือการพัฒนาของเรา ติดยาบ้ากันทั้งประเทศ เงินงบประมาณที่เราเอาไปปราบยาบ้า ทั้งหมดตอนนี้ทะลุเป็นหมื่นล้าน แทนที่จะสร้างสถาบันวิจัย สถาบันการศึกษาได้ไม่รู้กี่แห่ง จะได้พัฒนาคนให้เก่งเหมือนต่างประเทศ

คนไทยติดยาบ้า ลูกติดยาถีบแม่ตกบันได เพราะไปขอเงินแม่ซื้อยาบ้า วันนี้ยาเสพติดรุนแรงมากทำลายความมั่นคงของประเทศ เพราะเรามีปัญหาที่ระบบ วันหนึ่งเราจะดีขึ้น หากมีคุณธรรม ความเสียสละ รักชาติมากขึ้น ประเทศคงจะเข้มแข็ง” นายพินิจกล่าว

นายพินิจกล่าวต่อว่า ตนในฐานะคนปลูกยางพอเห็นงอกงามดี ดูมีคุณค่า คนที่มีกำลังก็เริ่มทยอยกันปลูก จนวันนี้บึงกาฬมี 120,000 ไร่ โรงงานเดือนหนึ่งผลิตได้ 5,000 ตัน ซึ่งราคายางขึ้นกับดีมานด์ ซัพพลาย และเงื่อนไขมันขึ้นกับน้ำมัน และวิกฤตการณ์

“วันนี้ยางพุ่งมากขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ 3 คือ วิกฤตการณ์ เพราะตอนนี้ดีมานด์ ซัพพลายและค่าน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ยางไม่ต้องทำการตลาด เพราะมันเป็นที่ต้องการของตลาดโลก วันนี้มันเกิดจาก 2 มหาอำนาจ ยูเคน รัสเซีย และหลายพื้นที่รวมถึงคาบสมุทรเกาหลี ทำให้เขาต้องซื้อยางสต๊อกไว้” นายพินิจระบุ

นายพินิจกล่าวว่า วันนี้มหาอำนาจถ้าใครไม่มียางแพ้แน่นอน เพราะยางเป็นยุทธปัจจัย และยางอยู่ในตลาด future market มันมีไม่มาก มันจึงพิเศษ วันนี้ความขัดแย้งของโลกเราสูงมากจากมหาอำนาจ ใครก็ต้องซื้อยางสต็อก

“ปีนี้ผมคิดว่าหลายคนคงจะรวยขึ้น รวยหมดวันนี้ ยางแผ่นก็ขึ้น ยางน้ำข้นก็ขึ้น ทีนี้มาพูดถึงภาพกว้างกว้างของยาง ที่มันเคยไม่ได้ให้โบนัส แต่วันนี้มันเป็นโบนัสได้อย่างไม่น่าเชื่อ” นายพินิจเผย

นายพินิจกล่าวว่า ตนปลูกยางแล้วเรียนรู้ปลูกกับมือ ไม่งั้นชาวบ้านไม่เชื่อถือ คลุกขี้ไก่ ขี้วัวกับมือ ไม่งั้นลูกน้องจะไม่เชื่อ ต้องทำให้ลูกน้องเห็นเขาถึงจะเชื่อ ตนเป็น ส.ส.แต่มือเปื้อนขี้ไก่ ขี้วัว วันนี้ก็ยังทำเอง บอกเลยว่าบริษัทปุ๋ยได้เงินตนน้อยมาก

“วันนี้ประเทศไทยเป็นผู้ปลูกยางและผลิตยางอันดับ 1 ของโลก 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ กุญแจสำคัญคือ ทำยังไงให้เกษตรกรมีเงินเข้ากระเป๋าอีก ฝั่งมันจะทำให้เศรษฐกิจการหมุนเวียนจะมีอีกเยอะ มันจะขึ้นกับการพัฒนา แล้วให้ความรู้เกษตรกร ส่งเสริมเรื่องเมล็ดพันธุ์ เพราะแต่ละ พื้นที่ เช่น RM-251 ต้องปลูกในพื้นที่แฉะหน่อย เราก็ต้องคิดว่าทำอย่างไรให้พัฒนาขึ้น” นายพินิจชี้

นายพินิจกล่าวว่า ประเทศเราทำการเกษตรที่ผ่านมา ไม่เคยไปวัดค่าความกรด-ด่าง (Ph) ของดินเลย เราไม่รู้ว่าความเป็นกรดเป็นด่าง ที่เหมาะสมกับการปลูกเลย ตอนนั้นตนปลูกยางแล้วผมก็อยากปลูกผลไม้ เช่น เงาะ ตนคิดว่าติดต่อท่านอธิบดีกระทรวงเกษตร อยากใด้เมล็ดพันธุ์ดี แต่ปรากฏว่าใบไหม้

“ผมเรียกนักวิชาการเกษตรมาดู เขาแนะนำให้เพิ่มน้ำ ทำแหล่งน้ำเพิ่มขึ้น ปลูกกล้วยไข่ ก็ยังใบไหม้อยู่ จนเมื่อผมย้ายมาอยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บอกให้เจ้าหน้าที่มาช่วยดูว่า ทำไมเงาะมันโตไม่ได้รูป

เขาแนะนำให้ขุดดิน 7-8 จุด เอาไปเข้าห้องทดลอง อีกสัปดาห์หนึ่งมารายงานว่า ดินมี ph 7.4 ต้องเอาปุ๋ยจากปุ๋ยปราณบุรีมาใส่ ต้นไม้งอกเงยผลเยอะ จนกิ่งหักเลย ชี้ให้เห็นว่าเราไม่มี ชาวบ้านบ้านนอกจะไปหาห้องทดลองที่ไหน ผมเคยคิดเรื่องเทคโนโลยีชาวบ้าน วันนี้ยังเป็นปัญหาอยู่” นายพินิจชี้

นายพินิจกล่าวว่า ตนเล่าจากประสบการณ์ตัวเองว่า บางเราต้องเรียนรู้อย่างถ่องแท้ แล้วลงมือทำ ไม่ใช่แค่อยู่ในกระดาษ เมืองไทยประชุมเรื่องนี้กันตั้งกี่ครั้ง ก็ทำอะไรไม่ได้มาก ไม่เหมือนต่างประเทศที่เขาไปไกลแล้ว

“ประเทศจีน 70-90 ปีก่อน ข้าวยังมีไม่พอกิน ไม่รวมถึงยา หมอ หนาวตาย อดข้าวตาย จนวันนี้จีนเป็นมหาอำนาจ มีกำลังซื้อมหาศาล เศรษฐกิจจะแซงอมเริกาในอีก 2 ปี เพราะทุกวันนี้สูสีกันมากที่พูดไปผมอยากจะชี้ให้เห็นเรื่องเดียว คือ การวิเคราะห์และการวิจัย อย่าหลงชื่อเพียงเพราะเขาบอกว่าดี เราต้องมีหลักการที่มองผลประโยชน์ของประเทศอยู่อันดับ 1 โดยวางอยู่บนพื้นฐานความดีงาม” นายพินิจเผย

นายพินิจกล่าวว่า ถ้าวันนี้เราได้เงินค่าประกันราคาเฉลี่ย จะสร้างเงินเข้าประเทศมากมาย ต้องทำให้ได้ถึง 400-500 บาท/ไร่/ปี มันจะมีความสุขมาก ปลดหนี้ได้ มองจากประสบการณ์ที่เคยไปจัดงานยางพารากับมติชนที่บึงกาฬ

“วันนี้ทำอย่างไรยางพาราจะเพิ่มมูลค่า ผลประโยชน์อย่างมากก็มาถึงคนที่อยู่กลางน้ำ ไม่ถึงปลายน้ำ น้อยมากที่ไทยเรามีโรงงานยางรถยนต์ ผลิตให้กับอินเดีย ผลิตยางมอเตอร์ไซต์ มันไม่ต้องคิดอะไรมาก การพัฒนายาง คือ การแปรรูปเพิ่มมูลค่าเท่านั้น แล้วก็แปรรูปก็จะเป็นทุนของคนไทย และเป็นสิ่งที่ตลาดต้องการ
ยางรถยนต์ ยางเครื่องบิน ขอบยางอุปกรณ์ต่างๆ หรือแม้แต่หนังสติ๊ก ตลาดใหญ่มาก อย่างอินเดียเขาเห็นก็ซื้อหมด ซึ่งของเราก็ส่งเสริมแต่ไม่รู้ว่าส่งเสริมการอย่างไร ทำไมถึงเป็นมาอย่างนี้ ถ้ามันมาถึงปลายน้ำมูลค่าของเรา 6 แสนกว่าล้าน รายได้จะเพิ่มขึ้นมากี่เท่า อันนี้เป็นคีย์อยู่แล้ว แต่ทำจะทำอย่างไร ให้มีการแปรรูปอย่างมีคุณภาพ” นายพินิจกล่าว

นายพินิจกล่าวว่า เมื่อก่อนในอดีตเราขายไปสิงคโปร์ เขาซื้อ 16-19 บาท แต่ขาย 1 เหรียญ เขาขายให้กับมิชลิน บริดจสโตน แต่วันนี้เขาเข้ามาในไทยแล้ว ก็สร้างได้กำไรอย่างมหาศาล ซึ่งปัญหาสำคัญในเรื่องของยางพารา คือ เมล็ดพันธุ์ เรื่องปุ๋ย และเรื่องการให้ความรู้เกษตรกร และหัวใจสำคัญคือการแปรรูป เรื่องตลาดไม่ต้องห่วง ยางมีเท่าไหร่ก็ขายได้หมด ไม่เคยมียางเหลือ ชาวสวนยางบึงกาฬ ยืนยันมีเท่าไหร่ขายได้หมด

“ทุกวันนี้คนหันไปปลูกทะเรียนเยอะมาก แต่มันยากมาก ผมยังไม่กล้าสู้เลย ผมโค่นยางได้แต่ยังไม่กล้าสู้ทุเรียน ซึ่งความสำคัญของวันนี้ต้องพัฒนาเจ้าหน้าที่ มีผู้เชี่ยวชาญ เขาบอกว่าปราบยางเถื่อน ผมก็หัวเราะ มันต้องมีความรู้มากกว่านี้ ต้องรู้ว่าราคายาง มันไม่ได้อยู่ที่เมืองไทย มันอยู่ที่สิงคโปร์ และจีนกำลังทำตลาดใหม่ มันทำแบบดิจิทัลซื้อขายกันล่วงหน้า การที่คุณบอกปราบยางเถื่อน แล้วจะทำให้ราคายางสูงขึ้น มันเป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ เราต้องรู้จริง มันถึงจะแก้ปัญหาได้ เราต้องส่งเสริมจริงจัง มันถึงต้องมีการปฏิรูประบบราชการทุกส่วน รวมถึงสภานี้แห่งนี้ด้วยที่ต้องปฏิรูป มันถึงจะเจริญ เป็นประโยชน์ต่อประเทศและสาธารณะ

“ระบบที่มันไม่ค่อยดีต่างๆก็ต้องเปลี่ยนไป ระบบญาติมิตร เพื่อนฝูง ผลประโยชน์ทับซ้อนต้องเปลี่ยน เอาระบบคุณธรรม ศีลธรรม ความถูกต้อง มาอยู่เหนือระบบอื่น ประเทศถึงจะไปต่อ” นายพินิจกล่าว

นายพินิจกล่าวว่า คนที่ซื้อยางรายใหญ่สุด ยังเป็นสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเอาไปผลิตอาวุธสงครามเครื่องบินเยอะ วันนี้จีนก็แอบซื้อเยอะในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เพราะวันนี้ใครตุนได้มากจะได้เปรียบ รัสเซียก็ตุนไว้มาก เพื่อทำอาวุธยุทโธปกรณ์

“วันนี้ขอบคุณหลายหน่วยงานที่มาในวันนี้ ขอพูดโดยย่อที่เป็นเรื่องสำคัญ ถึงดีมานด์และซัพพลาย ถึงภาพความต้องการของตลาดในเบื้องต้น” นายพินิจกล่าว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image