สาเหตุราคาสูง!! ชาวสวนยางพารา เผยทำไมแพง ผวาโรคใบร่วง
วันที่ 8 มีนาคม รายงานข่าวจากสมาคมเกษตรกรชาวสวนยางว่าจากราคายางแผนและน้ำยางเพิ่มในขณะนี้นั้นมาจากปริมาณยางเข้าสู่ตลาดยางน้อย แต่ความต้องการของตลาดยังเท่าเดิม ดีมานกับซัพพลาย จึงทำให้ราคายางเพิ่มขึ้น กก.ละ 80-90 บาท เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลผลัดใบ และบางสวนประสบปัญหาใบร่วง และคาดว่าราคายาง จะกลับมาอยู่ในราคา กก.ละ 60 บาทเมื่อถึงฤดูกาลกรีดยาง
นายวิสิทธิ์ สถิตย์เกษตรศรี เจ้าของแปลงยางจิ้นพันธุ์ยาง ต.ปริก อ.สะเดา จ.สงขลา เปิดเผยว่า โรคยางใบร่วงเกิดขึ้นจากสปอร์มากับอากาศลงสัมผัสพื้นดินเมื่อพบกับความชื้นส่งผลให้ขยายตัวเติบโตเข้าทำลายรากเน่า ยางยืนต้นตาย และลุกลามไปต้นยางต้น/ต้น และยังขยายผลไปถึงพันธุ์กล้ายาง ถ้าถูกเชื้อก็จะขยายไปเป็นวงกว้างสำหรับยางโรคใบร่วง ผลผลิตน้ำยางสดจะหดหายไปครึ่งต่อครึ่ง
นายวิสิทธิ์ กล่าวว่า วิธีการป้องกันได้ดำเนินการมาร่วมกว่า 10 ปี และได้คัดเลือกสายพันธุ์ยางมาจากศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา และในที่สุดสามารถสร้างภูมิต้านทานป้องกันโรคได้คือพันธุ์ RRIT 9304 ซึ่งได้รับการรับรองจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ตั้งแต่การสร้างต้นกล้ายางให้แข็งแรง การสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านโรค โดยใช้จุลินทรีย์ 2 ตัว คือสร้างรากให้แข็งแรง และจุลินทรีย์จะอยู่คงอยู่ในรากไปตลอด เพื่อสร้างภูมิต้านทานในการป้องกันโรค และจุลินทรีย์อีก 1 ตัว เข้าไปทำลายจุลินทรีย์ตัวไม่ดีเพื่อป้องกันโรคเช่นกัน
ทางด้าน ดร.สมบัติ ชนะสิทธิ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญภัยแล้งจากเอลนิโญ และที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการแรงงานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ได้ประสานงานไปยังสำนักงานการยางแห่งประเทศไทย เพื่อให้ทางการสนับสนุนหันมาใช้ต้นกล้ายางที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานป้องกันโรค ซึ่งจะมีการก่อตั้งกลุ่มแปลงเพาะพันธุ์ต้นกล้ายาง เพื่อเพาะพันธุ์ต้นกล้าที่สร้างภูมิคุ้มกันต้านทานและป้องกันโรคโดยการนำพันธุ์ยาง 9304 ที่สร้างภูมิคุ้มกันต้านทานป้องกันโรคมาเป็นต้นแบบ
“การพัฒนาสายพันธุ์และต้นกล้ายางทางภาคเอกชนมีการก้าวหน้าไปมาก ไม่ต่างกับประเทศอินโดนีเซีย ที่มีการพัฒนาก้าวหน้ามาก ซึ่งขณะนี้มียางพาราถึง 70 สายพันธุ์”
ดร.สมบัติ เปิดเผยว่า ได้สอบถามไปที่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ถึงการเกิดโรคยางใบร่วงโดยได้เกิดมาตั้งแต่ต้นปี 59 มาจนถึงขณะนี้ และได้ระบาดรุนแรงมาประมาณ 5 ปีหลังประมาณปี 2562 และได้ระบาดไปทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ ภาพรวมประมาณ 2 ล้านไร่ในภาคใต้ และยังลุกลามไปจังหวัดภาคอื่น ๆ ในขณะนี้ จำนวน 2 ล้านไร่ โดยยางให้ผลผลิตเฉลี่ยกว่า 200 กก. / ปี / ไร่ จะเกิดมูลค่าการสูญเสียครึ่งต่อครึ่งประมาณ 100 ล้าน กก. / ปี ถ้าคิดเป็นเงิน ประมาณ กว่า 10,000 ล้านบาท / ปีที่หายไป”

