เฉลียงไอเดีย : ‘พิมพ์ภัทรา’นำทัพ กนอ. กล่อมพันธมิตรญี่ปุ่น ดึงลงทุนกรีน ยูทิลิตี้ ปักหมุดอุตสาหกรรมสีเขียว

10.03.24 | 12:07 น.
พิมพ์ภัทรา’นำทัพ กนอ. กล่อมพันธมิตรญี่ปุ่น ดึงลงทุนกรีน ยูทิลิตี้ ปักหมุดอุตสาหกรรมสีเขียว
พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล

แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างช้า ไม่หวือหวา จนบางฝ่ายกังวลคล้ายคนป่วยที่เข้าใกล้อาการวิกฤต

โดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ รายงานตัวเศรษฐกิจไทยปี 2566 ขยายตัวได้ 1.9% และคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567 ขยายตัวระดับ 2.7%

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจออกอาการแผ่ว แต่ฟากฝั่งของการลงทุนไทยกลับพบว่าเติบโตอย่างมากในปีที่ผ่านมา ต่อเนื่องถึงปี 2567 นี้ ซึ่งการลงทุนจะมีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยระยะยาว

เห็นได้จากยอดขาย/เช่าที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม ประจำปีงบประมาณ 2566 โดย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ให้ข้อมูลว่า ปีงบประมาณ 2566 (กันยายน 2565-ตุลาคม 2566) กนอ.มียอดขาย/เช่าพื้นที่ นิคมอุตสาหกรรม จำนวน 5,693 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 182% และเกินกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ที่ 2,500 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ขาย/เช่าในอีอีซี 4,753 ไร่ และนอกพื้นที่อีอีซี 939 ไร่

โดยกลุ่มอุตสาหกรรม 6 อันดับแรกที่เข้ามาลงทุน ได้แก่ กิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรม 57.33% อุตสาหกรรมผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์ รวมทั้งการซ่อมยานพาหนะและอุปกรณ์ 11.82% อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ 8.66% อุตสาหกรรมยางเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี 7.61% อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ 7.52% อุตสาหกรรมพลาสติก 7.06%

Advertisement

ทั้งนี้ นักลงทุนจากญี่ปุ่นยังครองแชมป์สนใจลงทุนมากเป็นอันดับหนึ่งถึง 30% รองลงมา คือ นักลงทุนจากจีน 12% นักลงทุนจากสิงคโปร์ 8% นักลงทุนจากอเมริกา 6% นักลงทุนจากไต้หวัน 5% และนักลงทุนจากประเทศอื่นๆ 39%

ปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ทิศทางการเคลื่อนย้ายการลงทุนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ประกอบกับแนวทางการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของ กนอ. ได้รับความสนใจทั้งจากผู้ประกอบการและภาคเอกชนในการร่วมจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม

โดยปีงบประมาณ 2567 กนอ.ได้ประมาณการณ์ยอดขาย/เช่าที่ดิน ไว้ที่ 3,000 ไร่ เป็นพื้นที่ในอีอีซี 2,700 ไร่ และนอกอีอีซี 300 ไร่

เช่นเดียวกับ คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เติบโตสูงสุดในรอบ 5 ปีโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รายงานการส่งเสริมการลงทุนในปี 2566 พบว่าเติบโตอย่างต่อเนื่องและสูงกว่าปีก่อนทั้งในแง่จำนวนโครงการและเงินลงทุน

โดยปี 2566 มีโครงการขอรับการส่งเสริม 2,307 โครงการ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 16% มูลค่าเงินลงทุน 848,318 ล้านบาท ซึ่งสูงสุดในรอบ 5 ปี เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 43% เนื่องจากสถานการณ์การแบ่งขั้วระหว่างกลุ่มประเทศต่างๆ ทำให้บริษัทชั้นนำต่างมองหาแหล่งลงทุนใหม่ที่มีความมั่นคง มีความพร้อม และไม่ใช่คู่ขัดแย้ง

ซึ่งไทยถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพและมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี สามารถตอบโจทย์ในการเป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่โดดเด่นของภูมิภาค ประกอบกับรัฐบาลไทยมีนโยบายเปิดประเทศรับการลงทุนครั้งใหญ่ รวมทั้งการประกาศใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านต่างๆ ภายใต้ยุทธศาสตร์ 5 ปี ของบีโอไอ ที่มีเป้าหมายเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่ “เศรษฐกิจใหม่” ช่วยดึงดูดให้เกิดการลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 342,149 ล้านบาท รองลงมาได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน 82,282 ล้านบาทเกษตรและอาหาร 74,416 ล้านบาท ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 45,951 ล้านบาท และเทคโนโลยีชีวภาพ 31,814 ล้านบาท

โดยการลงทุนในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวอย่างมาก จำนวนโครงการเพิ่มขึ้น 62% และมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้น 3.5 เท่าจากปีก่อน เนื่องจากมีการลงทุนขนาดใหญ่ และเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานในการต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า โทรคมนาคม อุปกรณ์การแพทย์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ดิจิทัล และระบบอัตโนมัติ สำหรับการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ นำโดยบริษัทค่ายรถยนต์รายใหญ่จากจีนอย่างฉางอาน ไอออน และโฟตอน

ในส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 1,394 โครงการ เพิ่มขึ้น 38% มูลค่าเงินลงทุนรวม 663,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72% โดยประเทศที่มีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน 159,387 ล้านบาท สิงคโปร์ 123,385 ล้านบาท และสหรัฐอเมริกา 83,954 ล้านบาท สำหรับญี่ปุ่น มีมูลค่า 79,151 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 4 แต่มีอัตราขยายตัวสูงถึง 60% จากปีก่อน

นอกจากนี้ การขอรับส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) ในปี 2566 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 437 โครงการ เงินลงทุนรวม 29,379 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานทดแทน รองลงมาคือ ด้านการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในสายการผลิต ขณะที่คำขอรับส่งเสริมการลงทุนของเอสเอ็มอี มีจำนวน 943 โครงการ เงินลงทุน 36,010 ล้านบาท

นอกจากนี้ ผลจากการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน ปี 2566 มีจำนวน 2,383 โครงการ เงินลงทุนรวม 750,129 ล้านบาท จะทำให้มูลค่าส่งออกของประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 2.44 ล้านล้านบาทต่อปี มีการใช้วัตถุดิบในประเทศประมาณ 1.67 ล้านล้านบาทต่อปี และเกิดการจ้างงานคนไทยประมาณ 139,000 ตำแหน่ง

ขณะที่การออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงการลงทุนจริงมากที่สุดเพิ่มขึ้นมากเช่นเดียวกัน โดยมีการออกบัตรส่งเสริมจำนวน 1,825 โครงการ เพิ่มขึ้น 22% เงินลงทุนรวม 490,786 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%

ด้วยภาพการลงทุนที่คึกคัก จึงได้เห็นรัฐบาลชุดนี้เดินหน้าผลักดันให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม

หนึ่งในนั้นคือ แม่ทัพหญิงแห่งกระทรวงอุตสาหกรรม พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ที่เดินหน้าทำงานร่วมกับ วีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการ กนอ. อย่างเต็มที่

ล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีพิมพ์ภัทรา พร้อมผู้ว่าการวีริศได้นำสื่อมวลชนร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมการลงทุน (โรดโชว์) ในนิคมอุตสาหกรรมไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

เป้าหมายหลัก เพื่อนำเสนอข้อมูลพื้นที่การลงทุนในประเทศไทย ศักยภาพ และความพร้อมรองรับการลงทุน ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และพื้นที่ทุกภูมิภาคของประเทศ

รัฐมนตรีพิมพ์ภัทราให้ข้อมูลว่า นักลงทุนชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังสนใจการลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากมองว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ และมีการพัฒนาที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ จากทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ที่นักลงทุนมองว่า ก่อให้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ทั้งนี้ จากการโรดโชว์ทุกครั้งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนญี่ปุ่น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน หรือพลังงานสะอาด กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

โดยนักลงทุนส่วนใหญ่สอบถามถึงการสนับสนุนไฟฟ้าพลังงานสะอาดของรัฐบาลไทย เพราะแต่ละบริษัทมีเป้าหมายในการลดคาร์บอนที่ชัดเจน ซึ่งนอกจากความมั่นคงด้านพลังงานแล้ว รัฐบาลไทย โดยนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ให้ความสำคัญและเดินหน้าอย่างจริงจัง ในเรื่องการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ซึ่งประเทศไทยมีแผนจะปรับเปลี่ยนการผลิตไฟฟ้า โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเป็น 50% (เดิม 28%) ภายในปี 2030 ซึ่งคาดว่าจะประกาศแผนนี้เร็วๆ นี้ ซึ่งจะเป็นจุดขายของประเทศในการดึงดูดการลงทุนตรงจากต่างประเทศต่อไป

ปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรม เล็งเห็นความสำคัญถึงการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือก โดยมีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือก โดยมีการออกมาตรการต่างๆ อาทิ การให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าแก่ผู้ประกอบการที่ใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือก การให้การสนับสนุนด้านเงินทุนแก่ผู้ประกอบการในการปรับปรุงเครื่องจักรหรืออุปกรณ์เพื่อใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือก เป็นต้น โดยในส่วนของ กนอ. มีโครงการที่สอดคล้องการใช้พลังงานสะอาด และพลังงานทางเลือก อยู่หลายโครงการ อาทิ

-โครงการนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ท ปาร์ค (Smart Park) ภายในโครงการมีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานชีวมวล รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าที่ผันผวนตามสภาพอากาศ นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการพลังงาน เช่น ระบบ IoT เพื่อติดตามและวิเคราะห์การใช้พลังงาน

-โครงการนำร่องการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนในนิคมอุตสาหกรรม อาทิ นิคมอุตสาหกรรมเอเชียคลีน จ.ชลบุรี นำขยะชุมชนในนิคมอุตสาหกรรมมาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 10 เมกะวัตต์

-โครงการส่งเสริมการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เป็นโครงการที่ กนอ.ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อส่งเสริมการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในนิคมอุตสาหกรรม

-โครงการโรงงานเครือข่ายการลดก๊าซเรือนกระจก กนอ. สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและก๊าซเรือนกระจก เข้าให้คำปรึกษาเพื่อประเมินศักยภาพและกำหนดมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของโรงงานเครือข่าย มีโรงงานเข้าร่วมโครงการแล้ว 62 แห่ง ศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกรวม 175,078 ton CO2

รัฐมนตรีพิมพ์ภัทราระบุด้วยว่า สำหรับการโรดโชว์ครั้งนี้ ได้พบกับบริษัทเอกชนรายใหญ่ผู้นำด้านเทคโนโลยีของประเทศญี่ปุ่น 3 บริษัท ปัจจุบันเป็นลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องปรับอากาศ เพื่อหารือถึงการขยายการลงทุนในอนาคต เบื้องต้นนักลงทุนสนใจจึงมีโอกาสขยายการลงทุนมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยหลังจากนี้จะให้ กนอ.หารือในรายละเอียดต่อไป

“มั่นใจจะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในหลายด้าน ได้แก่ เพิ่มมูลค่าการส่งออก เพิ่มการจ้างงาน พัฒนาทักษะแรงงานพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งทำให้เกิดความเชื่อมโยงซัพพลายเชนในประเทศอีกด้วย” รัฐมนตรีพิมพ์ภัทราระบุ

นอกจากนี้ยังได้เป็นประธานการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กับบริษัท ไอเอชไอคอร์ปอเรชั่น และบริษัท ไอเอชไอ เอเชีย แปซิฟิค (ประเทศไทย) จำกัด ว่าด้วยความร่วมมือในการศึกษาความเป็นไปได้ของการให้บริการสาธารณูปโภคสีเขียว (กรีน ยูทิลิตี้) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เพื่อบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม

โดยความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การศึกษาและพัฒนาระบบการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้พลังงานทดแทนในนิคมอุตสาหกรรม การพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่สำหรับการให้บริการสาธารณูปโภคสีเขียว โดยคาดว่าความร่วมมือนี้ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจสีเขียวต่อไปในอนาคต

ด้าน นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการ กนอ. ระบุว่า การลงนามเอ็มโอยูต่อยอดความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นในการขับเคลื่อนการใช้พลังงานทดแทน ที่ กนอ.ต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมไทยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดต้นทุนการผลิต และยกระดับให้บริการสาธารณูปโภคสีเขียวในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม

วีริศ อัมระปาล

โดยความร่วมมือแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาความเป็นไปได้ 1 ปี ระยะที่ 2 ตั้งโรงงานต้นแบบ และระยะที่ 3 ร่วมธุรกิจเชิงพาณิชย์ หากผลการศึกษาเป็นไปได้ความร่วมมือนี้จะช่วยบูรณาการสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสาธารณูปโภคสีเขียวกับพลังงานทดแทนภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และยกระดับกระบวนการผลิตของโรงงานต้นแบบเพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยและบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับโรงงานและนิคมอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้นำคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าประชุมเจรจาความร่วมมือร่วมกับ นายไซโต เค็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (เมติ) และคณะเพื่อหารือร่วมกันถึงการพัฒนาแหล่งพลังงานสีเขียว เพื่อพัฒนาศักยภาพให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยเป็นอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอน โดยประเทศญี่ปุ่นยังมุ่งเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีอนาคต (Next generation automobiles) และเสริมสร้างระบบการผลิตยานยนต์ ซึ่งถือเป็นแนวนโยบายที่ไปในทิศทางเดียวกันของทั้ง 2 ประเทศ

ปัจจุบันนักลงทุนญี่ปุ่นยังคงเป็นอันดับ 1 ของการลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม มีจำนวน 1,973 ราย คิดเป็น 29% มูลค่าการลงทุนรวมตั้งแต่มีการจัดตั้งนิคมฯ มูลค่า 2.85 ล้านล้านบาท จากการลงทุนรวมทั้งหมด 13.20 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมในอีอีซี 1,451 ราย มูลค่าการลงทุน 2.07 ล้านล้านบาท

รวมทั้ง นิคมฯ ที่อยู่นอกอีอีซี 522 ราย มูลค่าการลงทุน 0.77 ล้านล้านบาท ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และการขนส่ง อุตสาหกรรมเหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ อุตสาหกรรมเครื่องยนต์ เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า พลาสติก เคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมยาง